Main Story

Editor's Picks

บอย-เจี๊ยบ รักนี้ได้ถูกพิสูจน์แล้ว หนี้ 48 ล้าน ถือว่าคุ้มค่าที่ทำให้ได้เจอคู่แท้

บอย-เจี๊ยบ หลังจากที่ให้สัมภาษณ์ถึงมรสุมครั้งใหญ่ในชีวิตที่มีหนี้สินก้อนใหญ่กว่า 48 ล้านบาทห้ต้องรับผิดชอบ

บอย-เจี๊ยบ บรรดาแฟนคลับและหลายๆ คนที่ทราบข่าวเข้ามาให้กำลังใจอย่างล้นหลาม

ล่าสุดคู่รักมาราธอนอย่าง บอย-อนุวัฒน์ สงวนศักดิ์ภักดี หรือ บอย พีซเมคเกอร์ กับแฟนสาว เจี๊ยบ-พิจิตตรา สิริเวชชะพันธ์ ก็ได้ออกมาขอบคุณแฟนๆ พร้อมทั้งบอกว่า ดีใจมากที่เรื่องของคู่ตนได้เป็นอุทาหรณ์ให้กับคู่รักคู่อื่นๆ ที่กำลังประสบปัญหาเดียวกัน

เหลือเวลาอีกไม่เท่าไหร่ก็จะถึงวันวิวาห์ของเราสองคนแล้ว ?
บอย – “ครับผม แต่จริงๆ ก็คงไม่สามารถพูดได้ว่าพร้อม 100 เปอร์เซ็นต์หรอกครับ เพราะทุกวันนี้เราก็ยังต้องคุยกับทีมงานอยู่”

เจี๊ยบ – “อย่างที่คุณบอยบอกก็ยังไม่มีอะไรพร้อมเต็มที่หรอก ยกเว้นก็แค่เรื่องชุดกับอาหารที่เราพอจะคาดการณ์เอาไว้บ้าง แต่เรื่องความกังวลมันก็ยังมีอยู่ดี โดยเฉพาะเรื่องอาหารเพราะกลัวว่าจะไม่พอกับจำนวนคนที่มาร่วมงาน รวมถึงกลัวด้วยว่าจะดูแลแขกได้ไม่ดีเท่าที่ควร ”

เราสองคนตื่นเต้นมากน้อยแค่ไหนกับงานที่กำลังจะเกิดขึ้น ?
บอย – “ตอนนี้ความตื่นเต้นมันมีน้อยกว่าความกังวลครับ (หัวเราะ)”

เจี๊ยบ – “เอาจริงๆ นะช่วงแรกเจี๊ยบก็ไม่ค่อยตื่นเต้นสักเท่าไหร่หรอก แต่ยิ่งพอใกล้เข้าวันแต่งงาน เราก็เริ่มมีการพูดคุยกันบ้างค่ะ”

เห็นว่า เดวิด เบ็คแฮม อวยพรงานแต่งให้คู่เราด้วย ?
บอย – “เรื่องของเรื่องก็คือว่าผมกับเจี๊ยบได้มีโอกาสไปร่วมงานที่เขาเป็นพรีเซ็นเตอร์ ผมก็เลยหาโอกาสที่จะนำการ์ดงานแต่งงานของเราไปให้เขาเซ็น แต่ว่าสุดท้ายมันก็ไม่ทัน ผมก็เลยคิดว่าลองนำไปฝากให้กับพี่ๆ ที่บริษัทดูว่าเขาจะสามารถฝากไปให้เซ็นได้หรือเปล่า ซึ่งเขาก็ใจดีฝากไปให้”

เจี๊ยบ – “เจี๊ยบคิดว่าเขาคงรู้นะคะว่าเป็นการ์ดงานแต่งงาน ซึ่งเรื่องใส่ซองเราสองคนไม่ได้คาดหวังอยู่แล้ว เราอยากได้แค่ลายเซ็นของเขาค่ะ และถือว่าที่ได้มาตอนนี้ก็ดีใจมากแล้ว เป็นของขวัญวันแต่งงานของเราสองคน”

บอย-เจี๊ยบ

เห็นเราสองคนไปออกรายการแล้วพูดถึงปัญหาที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับหนี้สิน แฟนๆ ก็เข้าไปให้กำลังใจกันเยอะ ?
บอย – “ขอบคุณมากครับเพราะมีกำลังใจส่งให้เราสองคนอย่างล้นหลาม อีกทั้งเรื่องของเราสองคนก็ยังเป็นแรงบันดาลใจให้กับหลายๆ คู่ด้วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการดูแลความรัก หรือการที่เราจับมือกันสู้กับปัญหา เรารู้สึกดีใจมากๆ ที่เรื่องของเราสองคนได้เป็นอุทาหรณ์ให้กับคนอื่นๆ”

บอย – “ซึ่งบางข้อความที่เขาเขียนส่งมาหาเรา เราเองพอได้อ่านก็น้ำตาไหล เพราะหลายๆ คนก็เป็นหนี้เป็นสินคล้ายๆ กับเรา แต่เขาไม่รู้จะทำอย่างไร อย่างบางคนที่เป็นหนี้ถึงแม้จะไม่มากเท่าเราแต่เขาก็ถูกคนรักทิ้ง ซึ่งตอนที่เรารู้เราก็รู้สึกเสียดายแทนและก็เสียใจกับเขาด้วย ส่วนบางคนเขาก็บอกว่าพอเขาได้รู้เรื่องของเรา จากที่เขากำลังจะเลิกกันเขาก็กลับมาสู้ด้วยกันอีก ตัวเราเองพอได้ทราบแบบนี้ก็รู้สึกอิ่มใจ มีกำลังใจในการที่จะสู้”

จำนวนหนี้ที่เราสองคนรับภาระอยู่ยังเหลืออีกเยอะหรือเปล่า ?
บอย – “ไม่เยอะแล้วครับ อีกแค่ประมาณ 2 ปีก็น่าจะเคลียร์หมดแล้ว”

เจี๊ยบ – “จริงๆ ตามที่เราคาดการณ์ไว้ก็น่าจะประมาณ 2 ปีค่ะ แต่เราก็คุยกันว่าถ้าหากสามารถจัดการได้แล้ว ก็คงจะหมดเร็วกว่าที่คิดไว้”

สภาพจิตใจของเราทั้งคู่ตอนนี้ถือว่าโอเคขึ้นหรือยัง ?
บอย – “ดีครับ จริงๆ ก็ดีขึ้นมากนะ เพียงแต่ว่าตอนที่เราไปออกรายการมันเป็นการเล่าเรื่องย้อนหลัง ซึ่งทุกครั้งที่เราเล่ามันก็เหมือนกับเรานำมีดไปแทงที่แผลเดิม มันก็เลยเจ็บอยู่ที่เดิม แต่ทุกวันนี้เราก็ดีขึ้นมากแล้วครับ เอาจริงๆ ตอนที่เราไปออกรายการ เรายังคิดด้วยว่าตอนนั้นเราแข็งแรงแล้ว ซึ่งพอได้เล่ามันก็กลับมาเจ็บอีก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเราก็ไม่ได้อยากจะเก็บมันมาเป็นปม อยากจะเก็บเอาไว้เป็นเรื่องเตือนใจมากกว่า ”

บอย – “ผมคิดว่าจำนวนเงินที่เราเสียไปมันคุ้มนะ มันคือบทพิสูจน์ความรักของเราสองคน มันคุ้มมากกับสิ่งที่เราได้มา”

เจี๊ยบ – “จริงๆ เราก็ต่อสู้กันมาตั้งแต่แรกแล้ว ทั้งการเริ่มต้นธุรกิจก็ดีหรือการมีปัญหาก็ดี มันต้องมีคนสองคนช่วยกันแก้ปัญหาอยู่แล้ว ไม่ว่าปัญหาจะเล็กหรือใหญ่ เพราะฉะนั้นในวันที่มันมีปัญหาใหญ่ขนาดนี้เราก็ต้องการกำลังใจเหมือนกัน และเจี๊ยบก็เชื่อว่าเขาก็ต้องการกำลังใจเหมือนกันค่ะ”

บอย – “ผมรู้สึกโชคดีมากที่ไม่ได้สู้เพียงลำพัง เพราะผมยังมีอีกคนที่ช่วยคิดช่วยสู้และคอยเป็นกำลังใจ ซึ่งนั่นคือสิ่งสำคัญของการเป็นคู่รัก”

ปัญหาที่เกิดขึ้นมันทำให้เราสองคนรักกันมากกว่าเดิมหรือเปล่า ?
บอย – “มันก็มีส่วนช่วยนะครับ เพราะมันทำให้เราได้รักกันโดยที่เราไม่ต้องมีข้อสงสัยหรือมีคำถามอะไรเกิดขึ้นในใจอีก จริงๆ ที่เราออกมาพูดเราไม่ได้ต้องการความสงสารหรืออะไรเลย แต่ก็ต้องขอบคุณด้วยที่ทำให้เราได้พูดและได้เป็นกำลังใจให้กับคนอื่นๆ”

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.sanook.com…

เวียร์ ศุกลวัฒน์ ควง เบลล่า ทำบุญเสริมมงคล-ฝ่ายหญิงลุ้นเซอร์ไพรส์วาเลนไทน์

เวียร์ ศุกลวัฒน์ พระเอกดัง เวียร์ มาร่วมงานบวงสรวงละคร ผู้บ่าวอินดี้ ยาหยีอินเตอร์

เวียร์ ศุกลวัฒน์ ให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องที่ควงหวานใจเบลล่า-ราณี พร้อมคุณแม่ของนางเอกสาว ไปทำบุญเริ่มต้นปีใหม่ที่ผ่านมา หลายคนแซวว่าเป็นการทำบุญร่วมชาติ ตักบาตรร่วมขันเสริมดวงการงานความรักของทั้งคู่

โดย เวียร์ เผยว่า “มีไปทำบุญด้วยกันครับ จะเป็นช่วงที่ว่างวันหนึ่งตรงกัน จะไปไหนกันดี เลยชวนกันไปทำบุญสักหน่อย เป็นศิริมงคล สิ้นปีแล้วจะได้เริ่มปีใหม่แบบสดใส”

มีไปทานข้าวกับคุณแม่ด้วยไหม ?
“ยังเลยครับ ยังเลย ยังไม่ได้ไปเลยครับ”

ทริปทำบุญวางแผนไว้อยู่แล้ว ?
“ไม่ครับ คือไปก็ไปเลย ไม่ได้วางแผน เพราะจริงๆ น้องเขาก็ทำบุญที่วัดนั้นอยู่แล้วเลยชวนผมไป”

เหมือนเป็นการทำบุญร่วมบาติตักบาตรร่วมขัน ?
“ไม่ได้ตักบาตรครับ ทำบุญอย่างเดียว มีถวายจุดธูปเทียน ถวายสังฆทาน ตามปกติทั่วๆ ไปครับ”

จะมีโปรเจ็กต์พิเศษอะไรร่วมกันไหม ?
“ตอนนี้ยังเลยครับ เอาจริงๆ น้องเขาก็จะมีโปรเจ็กต์ของเขาอยู่แล้ว เราก็มีทุกปีอยู่แล้ว ก็ทำบุญ เพราะในแต่ละปีเราก็ได้อะไรจากสังคมเยอะ ก็ต้องตอบแทนคืนบ้าง เราจะมีโครงการที่ทำกับแฟนคลับมาโดยตลอดอยู่แล้ว ก็ทำต่อเนื่องไป”

เวียร์ ศุกลวัฒน์

มีคนอยากให้ทำด้วยกันไหม ?
“จริงๆ ไม่ได้คุยนะครับ ไม่ได้ถาม จริงๆ แล้วได้หมด การทำสิ่งที่ดีก็ทำกับใครก็ได้ก็ดีหมดอยู่แล้ว เรียบง่ายสบายๆ มีเวลาก็เจอ”

ย้อนกลับไปวันเกิดของเบลล่า มีของขวัญพิเศษอะไรให้ไหม ?
“ย้อนไปนานมากเลย จำแทบไม่ได้ว่าให้ไปในโอกาสอะไร ก็ได้ให้ไปแล้วครับ ไม่รู้ว่าปีใหม่ วันเกิด หรืออะไร เพราะมันใกล้ๆกัน เพราะน้องเขาจะเกิดช่วงก่อนคริสต์มาสก่อนจะปีใหม่ จริงๆผมไม่ค่อยได้มีโอกาส จะให้ก็เห็นอะไรที่รู้สึกว่าเหมาะกับเขา ก็จะพยายามหามาให้ครับ”

ให้เป็นเครื่องประดับหรืออะไร ?
“แนวๆนั้นครับ หมวกนี่เขาให้ผม แต่ผมก็ให้เขาบ้างนาฬิกา ง่ายๆ ส่วนใหญ่ก็ต้องถามก่อนครับ เพราะว่าจริงๆแล้วเราไม่รู้ว่าเขาชอบหรือเปล่า เราต้องเอาชัวร์ (หัวเราะ) พอให้เขาก็แฮปปี้ครับ น้องดีใจ”

ในวันเดียวกัน นางเอกสาว เบลล่า-ราณี แคมเปน มาร่วมงานเปิดตัวพรีเซนเตอร์ เคลล็อกส์ มูสลิกส์ คัพ ที่ศูนย์การค้าสยามสแควร์วัน ได้ให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องทริปทำบุญเริ่มต้นปีใหม่ กับหวานใจหนุ่ม เวียร์-ศุกลวัฒน์ ว่า “ใช่ค่ะ จริงๆ เบลเคยบอกไปตั้งแต่ช่วงปีใหม่แล้วนะคะว่าเราจะนัดกันไปทำบุญ และก็เป็นทริปที่พาคุณแม่ไปด้วย”

เวียร์ ศุกลวัฒน์

แสดงว่าเป็นทริปที่ตั้งใจจะไปด้วยกันตั้งแต่แรก เลยไม่ได้กังวลหากมีคนถ่ายภาพ ?
“ก็เป็นความตั้งใจของเราที่จะไปอยู่แล้วเนื่องในโอกาสวันปีใหม่ แถมวัดที่ไปก็ยังเป็นวัดใกล้ๆ บ้าน เดินทางกันไปก็สะดวกหน่อย”

พอมีภาพออกมาคนก็เลยยิ่งแซวว่าทำบุญเสริมดวงเสริมความรักหรือเปล่า ?
“ไม่ได้เสริมอะไรเลยค่ะ เราแค่ตั้งใจทำบุญรับปีใหม่มากกว่า และก็อย่างที่บอกเป็นทริปที่พาคุณแม่ไปด้วย เพราะเบลก็อยากให้คุณแม่ได้ทำบุญ”

เริ่มชินแล้วหรือยังกับการที่คนจับตามองแบบนี้ ?
“ถามว่าชินมั้ยเหรอ (หัวเราะ) คือเบลก็ทำทุกอย่างตามปกติมากกว่า ทำให้ทุกอย่างมันเป็นไปตามธรรมชาติ”

เขินไหมกับการที่คนมองว่าคู่เราไปไหนมาไหนก็ตัวติดกันตลอด ?
“โอ้โห ไม่ได้ขนาดนั้นเลย เราไม่ค่อยได้เจอกันเท่าคนอื่นด้วยซ้ำ และเวลาเจอกันส่วนใหญ่ก็ขึ้นอยู่กับโอกาสมากกว่า”

เวียร์ ศุกลวัฒน์

หลังจากนี้เราสองคนมีทริปไปที่ไหนด้วยกันอีกบ้าง ?
“ตอนนี้ยังไม่มีค่ะ เพราะจริงๆ เดือนนี้คิวเบลก็ค่อนข้างเต็มแล้วด้วย แถมเดือนหน้าละคร กรงกรรม ก็จะออนแอร์ ซึ่งมันคงต้องมีการเดินสายโปรโมตกันอีก ถือว่าคิวค่อนข้างแน่นค่ะ”

โดยปกติเรากับพี่เวียร์ไปทำบุญด้วยกันบ่อยไหม ?
“ไม่ค่อยบ่อยค่ะ จริงๆ ก็นานแล้วเหมือนกันนะคะกว่าจะมีครั้งนี้ เพราะคิวเราไม่ค่อยนิ่งเราก็เลยไม่สามารถนัดล่วงหน้าได้”

เรียกว่าว่างปุ๊บก็สวีตปั๊บ ?
“ไม่ค่ะ(หัวเราะ) ไม่ได้มีอะไรมาก แค่ทำบุญทานข้าว”

เห็นว่าเวียร์ให้เครื่องประดับเป็นของขวัญวันเกิด ?
“ยังไม่เห็นจะให้เลยอ่ะ แต่น่าจะหมายถึงที่ให้ไปก่อนหน้านี้นะคะ”

เหมือนล่าสุดพี่เขาก็บอกว่าวางแผนไกลถึงวาเลนไทน์แล้วด้วย ?
“ค่ะ รอดู (หัวเราะ)”

เขามาถามเราบ้างไหมว่าอยากได้อะไรเป็นพิเศษหรือเปล่า ?
“ไม่ได้มีการถามอะไรจริงจังขนาดนั้นนะคะ เพราะเราก็ไม่ได้ซีเรียสเรื่องเทศกาลกันอยู่แล้ว และตัวเบลเองก็ไม่ได้มีอะไรที่อยากได้เป็นพิเศษด้วย”

เวียร์ ศุกลวัฒน์

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.khaosod.co.th…

ดีเจพีเค ยอมจ่าย4ล้าน รีโนเวทบ้าน อยากนั่งกินข้าวกับลูกสาว ซึ้งรักแรกพบ โยเกิร์ต

ดีเจพีเค  หลังเซอร์ไพรส์คุกเข่าขอดาราสาวแต่งงาน พีเค ปิยะวัฒน์ สายเปย์หนัก ทุ่มเต็มที่ให้ โยเกิร์ต

ดีเจพีเค หวานใจ ออกแบบจัดงานแต่ง ฝ่าอาถรรพ์รัก 7 ปี ไปแล้ว ล่าสุด หนุ่มพีเค เปิดบ้านครั้งแรก บ้านหรูริมทะเลสาบ หลังเพิ่งทำเสร็จ ให้รายการ ตีท้ายครัว มาบุกชมความทันสมัย ตั้งแต่ประตูบ้าน

เปิดแบบไฮเทคมากๆ แต่จุดสำคัญที่ทำด้วย คือ ลูกสาว ต้องการอยากอยู่กับลูกสาว อยากนั่งกินข้าวกับลูกสาว เลยได้เห็นรถสุดรักเข้ามาอยู่ในบ้าน

พีเค บอกว่า เวลาไปโชว์รูม เห็นคนอยู่กับโชว์รูมแล้วเท่ เรารักเขาขนาดนี้ เหมือนเรารักแฟน รักครอบครัว เราควรมีที่ให้เขาอยู่ อยู่ในห้องแอร์กับเราด้วย

ดีเจพีเค

ซูเปอร์คาร์ ของหนุ่มพีเค นอกจากสวยแพง เจ้าตัวรักมากเหมือนลูกสาว ถึงกับทำที่จอดไว้ข้างโต๊ะกินข้าว เจ้าตัวบอกว่า เวลาซื้อข้าวกลับมาบ้าน จอดรถเสร็จ ก็นั่งกิน กินข้าวกับแฟน กินข้าวกับลูกสาวได้เลย

คอนโดก็อยู่ทุกวัน ส่วนจะทำบ้านเป็นเรือนหอหรือเปล่า จริงๆ ที่ไหนที่มีเขา เป็นเรือนหอได้หมด ส่วนที่ทำใหม่อีก คือ สระว่ายน้ำ อลังการ ร้อนมาก มีม่านน้ำ ช่วยคลายร้อน แถมจากบ้านยังส่องเห็นวิวบ้านเศรษฐีตัน ใหญ่มากๆ ด้วย

พีเค ยังเผยความประทับใจที่มีต่อสาวโยเกิร์ต ว่า สิ่งแรกคือสวย แล้วก็เก่ง จบโทวิศวะไฟฟ้า จุฬาฯ เขาทำไฟได้หมด เคยทำงานมาก่อนที่จะเดินแบบ นางแบบหน้าใหม่ เห็นเขาครั้งแรกในงานอีเว้นต์ที่พารากอน รักแรกพบเลย ไปหาเบอร์เขามา น้าเน็กโทรให้ บอกว่าผมชอบ แต่เขาบอกมีแฟนแล้ว แล้วไปเจอเขาที่งานอีเว้นต์อีกงาน ส่งข้อความไปขอโทษเขาที่น้าเน็กโทรไป เขาก็บอกไม่เป็นไร ก็คุยเป็นเพื่อนกันได้

จนเกือบปี เขาเลิกกับแฟน ตลอดเวลานั้น เราก็หาข้อมูล เพื่อนเขาคือใคร เขาทำงานกับใคร เฝ้าดูเขาตลอด เรารู้วันหนึ่งเขาต้องเป็นของเรา เราก็เป็นเพื่อนเขา เขาก็ปรึกษา เรามุ่งมั่นอยากเป็นดีเจอันดับหนึ่ง อยากเป็นพิธีกร เราก็ยังทำได้ เรื่องนี้ก็เหมือนกัน ซื้อหมาให้เขาประสานความสัมพันธ์ เพราะรู้ว่าเขาชอบหมามาก พีเคเผยยอมนั่งแท็กซี่ 2 ปี เพื่อไปส่งที่บ้านซอยลึกด้วย

ตั้งใจจะแต่งงานต้นปี 2020 อายุห่างกัน 14 ปี ตัวเอง 45 แล้ว เขา 31 เรื่องมีลูก เดี๋ยวคุยกันอีกทีแล้วแต่เขา อยากมีไหม ตอนนี้ก็เคลียร์หนี้หมดแล้ว จะเก็บเงินแต่งงาน ตั้งใจอยากแต่ง 20 กุมภาพันธ์ 2020 เลขสวยดี ต้องอุดรอยรั่วความรัก รู้ว่าเขาชอบอะไร เราจัดให้ เขาไม่ชอบอะไร เราไม่ทำตรงนั้น เราต้องเป็นทุกอย่างที่เขาต้องการให้ได้

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.khaosod.co.th…

เปิดวาร์ป น้องมิล ภรรยาเด็กของ “ทองขาว” ดารารุ่นเดอะ ชาวเน็ตแห่กดไลค์รัวๆๆ

เปิดวาร์ป น้องมิล  หลังจากที่ ทองขาว ภัทรโชคชัย ดาวร้ายรุ่นใหญ่วัย 55 ปี ควง น้องมิล วัย 24 ปี

เปิดวาร์ป น้องมิล แฟนสาวที่อายุห่างกันถึง 32 ปี เปิดใจเหตุพบรัก โดย ทองขาว เป็นคนเริ่มสานสัมพันธ์ด้วยการกดไลก์รูปฝ่ายหญิงแบบรัวๆ จนฝ่ายหญิงต้องทักไปขอบคุณ หลังจากนั้นทั้งคู่ก็คุยกันมาเรื่อยๆ เป็นระยะเวลา 3 เดือน กว่าจะเจอตัวจริงของกันและกัน จนถึงปัจจุบันนี้คบหาดูใจกันถึง 2 ปีแล้ว

น้องมิล บอกว่า ครั้งแรกที่เจอพี่ทองขาวรู้สึกว่าเขาหล่อ และชอบที่เขาสอนให้รู้จักใช้ชีวิต สอนทุกอย่าง ทางบ้านของเราก็รักเขา พี่ทองขาวเป็นคนอบอุ่นเหมือนพ่อ ไปกับเราได้ทุกที่ ไม่ร้ายเหมือนในทีวีเลยสักนิด เราคบกันไม่ใช่เพราะหน้าตา ไม่ใช่เพราะเขาเป็นดารา ไม่ได้คบกันเพราะสร้างกระแส ไม่ได้อยากดัง

เปิดวาร์ป น้องมิล

ส่วนที่กระแสฮือฮาความสัมพันธ์ของทั้งคู่ ทองขาว บอกว่า ก็ขำๆ จริงๆ คบกันมานานเกือบสองปีแล้วแต่เพิ่งเป็นข่าว เราอยู่แบบเปิดเผยสาธารณะอยู่แล้วไม่ได้ปิดบังอะไร พอเป็นประเด็นสังคมก็มีคนวิจารณ์ว่าคบกันไม่รอด เพราะอายุห่างกันถึง 32 ปี

“แต่จริงๆ แล้วอายุห่างกันไม่ได้เป็นปัญหาเลย เราสองคนไม่มีอะไรต้องปรับหากันเลย อยู่ด้วยกันเพราะเข้าใจกัน อายุไม่เป็นอุปสรรค” ทองขาวกล่าว ส่วนเรื่องของอนาคตไม่ได้วางแผนอนาคตอะไร เราคบกันเลยคำว่าดูใจไปแล้ว พ่อแม่ของฝ่ายหญิงก็แฮปปี้ ส่วนเรื่องมีลูก ทางผู้ใหญ่ก็อยากมีหลาน พร้อมเมื่อไหร่ก็มีได้เลย แต่น้องมิล บอกอยากทำงานก่อน

เปิดวาร์ป น้องมิล

หลังข่าวนี้ออกไป ชาวเน็ตต่างพากันเข้าไปดูส่องเฟซบุ๊คของทั้งทองขาว และน้องมิล กดไลค์รัวๆ ภาพถ่ายแบบสุดเซ็กซี่ของน้องมิล รวมทั้งภาพที่ทั้งทองขาวและน้องมิลสวีตกันหวานหยดเลยทีเดียว

แฟนสาวอายุห่างกว่า30ปี ถึงรุ่นลูกก็ไร้ปัญหา ฮือฮา นักแสดงรุ่นใหญ่ ทองขาว ภัทรโชคชัย ที่มีแฟนเด็ก อย่าง น้องมิล นางแบบ-พริตตี้ สุดเซ็กซี่ อายุห่างกันถึง 32 ปี ล่าสุดทั้งคู่ควงกันมาเปิดใจด้วย

ในรายการเล่นใหญ่จัดใหญ่ ช่องไบรท์ทีวี ทองขาว ในวัย 55 ปี ส่วน น้องมิล วัย 24 ปี เผยเจอกันทางเฟซบุ๊ก โดยทองขาวเป็นคนเริ่มสานสัมพันธ์ด้วยการกดไลก์รูปฝ่ายหญิงแบบรัวๆ จนฝ่ายหญิงต้องทักไปขอบคุณ หลังจากนั้นทั้งคู่ก็คุยกันมาเรื่อยๆ เป็นระยะเวลา 3 เดือน กว่าจะเจอตัวจริงของกันและกัน จนถึงปัจจุบันนี้คบหาดูใจกันถึง 2 ปีแล้ว

น้องมิล บอกว่า ครั้งแรกที่เจอพี่ทองขาวรู้สึกว่าเขาหล่อ และชอบที่เขาสอนให้รู้จักใช้ชีวิต สอนทุกอย่าง ทางบ้านของเราก็รักเขา พี่ทองขาวเป็นคนอบอุ่นเหมือนพ่อ ไปกับเราได้ทุกที่ ไม่ร้ายเหมือนในทีวีเลยสักนิด เราคบกันไม่ใช่เพราะหน้าตา ไม่ใช่เพราะเขาเป็นดารา ไม่ได้คบกันเพราะสร้างกระแส ไม่ได้อยากดัง

ส่วนที่กระแสฮือฮาความสัมพันธ์ของทั้งคู่ ทองขาว บอกว่า ก็ขำๆ จริงๆ คบกันมานานเกือบสองปีแล้วแต่เพิ่งเป็นข่าว เราอยู่แบบเปิดเผยสาธารณะอยู่แล้วไม่ได้ปิดบังอะไร พอเป็นประเด็นสังคมก็มีคนวิจารณ์ว่าคบกันไม่รอด เพราะอายุห่างกันถึง 32 ปี

“แต่จริงๆ แล้วอายุห่างกันไม่ได้เป็นปัญหาเลย เราสองคนไม่มีอะไรต้องปรับหากันเลย อยู่ด้วยกันเพราะเข้าใจกัน อายุไม่เป็นอุปสรรค” ทองขาวกล่าว ส่วนเรื่องของอนาคตไม่ได้วางแผนอนาคตอะไร เราคบกันเลยคำว่าดูใจไปแล้ว พ่อแม่ของฝ่ายหญิงก็แฮปปี้ ส่วนเรื่องมีลูก ทางผู้ใหญ่ก็อยากมีหลาน พร้อมเมื่อไหร่ก็มีได้เลย แต่น้องมิล บอกอยากทำงานก่อน

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.khaosod.co.th…

เพชรจ้า วิเชียร ไม่ได้ทะเลาะ นิวเคลียร์ แต่มีเหตุผลที่ต้องแยกเตียงนอนกับภรรยา

เพชรจ้า วิเชียร ทำเอาหลายคนเกือบเข้าใจผิดกันไปใหญ่ เมื่อจู่ๆ ภรรยาสาว นิวเคลียร์-หรรษา  ได้ออกมาโพสต์ข้อความว่า ทุกวันนี้ต้องแยกเตียงนอนกับสามีดีเจ เพชรจ้า-วิเชียร

เพชรจ้า วิเชียร แฟนคลับแอบเป็นห่วงไม่ได้ว่าเกิดปัญหาครอบครัวอะไรขึ้นหรือเปล่า

ล่าสุด มีโอกาสได้เจอ ดีเจเพชรจ้า จึงไม่พลาดที่จะสอบถาม โดยเจ้าตัวก็ได้ชี้แจงให้ฟังว่า สาเหตุที่ต้องแยกเตียงนอนนั้น เพราะลูกชาย น้องไทก้า ยังเด็กจึงต้องให้มานอนด้วย แต่เพราะตนต้องทำงานแต่เช้าทำให้หลับพักผ่อนไม่เพียงพอ จึงขอแยกเตียงออกมาเพียงแค่ไม่กี่เมตรเท่านั้น พร้อมยืนยันไม่ได้มีปัญหาอะไรกับภรรยาแน่นอน

ตอนนี้เปิดชาแนลของตัวเองแล้ว เป็นช่องเลี้ยงลูก ?
“จริงๆ เริ่มมาก่อนที่จะมีไทก้า แต่ว่าไปๆ มาๆ เอฟซีไทก้าหนาแน่นมาก จนตอนนี้รายการอื่นของผมค่อนข้างที่จะเฟดแล้ว เน้นไปทางไทก้าอย่างเดียวเลยตอนนี้ กระแสตอบรับดีมาก ตอนแรกเอฟซีอาม่าเยอะกว่า ไปๆ มาๆ ไทก้าแซงแล้ว”

ตอนนี้ยังเห่อลูกอยู่ไหม ?
“เห่ออยู่ครับ”

เวลาคนเข้ามาดูลูกเรา มีคอมเมนต์ช่วยเลี้ยงไหม ?
“มีๆ เขาก็จะแบบเคยมีลูกมาแล้ว ก็มาแนะนำเรา เราก็ฟังเอาไว้ บางอันเราก็ลองเอาไปทำกับลูกเรา มันก็ไม่ได้ผล แต่บางอันก็ได้ผล”

เคยเจอดราม่าไหม ?
“ไม่มี มีแต่ออกสไตล์แบบรู้มากยิ่งกว่าหมออีก เราเลี้ยงลูกโดยมีหมอเป็นหลัก มีอะไรที่เราไม่เข้าใจก็จะถามคุณหมอก่อน เช่น แม่กินพริกได้ไหม เวลาให้นมลูก ถามมาหมดแล้ว แต่จะมีคนที่เก่งกว่าหมอ ห้ามกิน ให้กินกล้วย แต่หมอบอกให้กินแต่นมแม่ เราก็แบบสรุปพี่เขากับหมอใครเก่งกว่ากัน แต่หมอเรารู้จัก แต่พี่เขาในเน็ตเราไม่รู้จัก เราก็เชื่อหมอเป็นหลัก แต่ก็ไม่ได้ไปว่าอะไรเขา เพราะเขาก็หวังดี”

“เอาตรงๆ นะ ตอนไทก้าคลอดแรกๆ จะมีดราม่าเยอะ แต่พอเขาคลอดมาสักพัก ทุกคนเหมือนรักไทก้า แล้วก็จะดูแต่ไทก้า ไม่ได้สนใจตัวพ่อแล้ว เราเองก็ชัดเจน ว่าเลี้ยงในสไตล์เพชรจ้า ก็คือเรียกลูกว่ามันอะไรแบบนี้ เฮ้ย อย่าร้องไห้สิวะ ก็คือแมนๆ คุยกัน ไม่ได้ถนอมอะไรมากมาย”

เวลาเจอคอมเมนต์ที่ชาวเน็ตมาช่วยเราเลี้ยงลูก ที่มันขัดหูขัดตา เรามีอารมณ์ขึ้นไหม ?
“ไม่เลยๆ เพราะเชื่อว่าคนที่เข้ามาดูไทก้าคือเอ็นดูหมด เพราะฉะนั้นจะไม่มีขัดหูขัดตาเราเลย แค่อ่านแล้วขำเท่านั้นเอง หรือบางครั้งเราก็ดีใจที่เขามาเมนต์ แต่เราก็เสียใจตรงที่เราไม่ได้ทำตามเขา”

พัฒนาการน้องไทก้าตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง ?
“อย่างที่บอกครับ เลี้ยงสไตล์ของเรา กลับมาบ้านแรกๆ ทุกคนจะบอกว่าต้องห่อตัวๆ ไม่งั้นน้องจะสะดุ้ง แต่ทุกวันนี้ไทก้านอนท่าเดียวกับพ่อแล้ว คือเด็กทุกคนมันก็ไม่เหมือนกัน เราเลี้ยงในสไตล์เรา เรารู้สึกว่าเวลาห่อตัว ไทก้าเขาจะมีอาการแบบไม่ชอบถูกรัด จะดีดดิ้นอยู่ตลอด เราก็ค่อยๆ ปล่อย พอไปถามหมอ เขาก็บอกว่าห่อตัว มันช่วยได้ระยะหนึ่ง แต่ถ้าปล่อยออกมา พัฒนาการเขาจะเร็วกว่าคนอื่น เพราะเขามีการขยับนิ้ว ขยับแขนขา เมื่อคืนถ้าใครดูไลฟ์สดจะฮามาก เพราะว่าหลอกล่อไทก้ากันสุดฤทธิ์”

เพชรจ้า วิเชียร

ล่าสุดซื้อรถใหม่อีกแล้ว ?
“รถตู้เหรอครับ ซื้อให้นางสองคันติด เป็นรถตู้กับรถมินิที่นางอยากได้”

เปย์เต็มที่เลย ?
“คือจริงๆ มันเป็นของที่นางอยากได้ เราก็ไม่เรียกว่าเปย์หรอก คือก็ต้องใช้”

เรื่องของเล่นลูก ก็ดูสรรหามาให้เยอะเลย ?
“ใช่ๆ แต่ว่าของเล่นของไทก้าถูกๆ ทั้งนั้น ทุกวันนี้ติดป๋องแป๋งที่ซื้อตามงานวัดอันละ 10 บาท ซื้อเองอะน้อย แต่คนเอามาให้เยอะมาก ไม่กล้าแกะเลย ทุกวันนี้ยังอยู่ในกล่องอยู่เลย”

มีงานติดต่อมาเป็นพรีเซ็นเตอร์บ้างหรือยัง ?
“พูดเรื่องนี้แล้วก็ไม่รู้เลย เพราะแม่เขารับไปหมดเลย งานลูกกับแม่ ทำไมไม่เอาพ่อไปด้วย รู้สึกจะมีนะของนิวเคลียร์กับลูก ใช้คำว่าเขามีงานกันสองคน มีอยู่เรื่อยๆ เรื่องค่าตัวเราก็ไม่เกี่ยว เป็นเงินลูกกับเมีย เราไม่ได้ยุ่งอยู่แล้ว ส่วนใหญ่งานที่เข้ามา ลูกค้าก็จะเข้าใจอยู่แล้ว ว่าไม่ต้องไปถ่ายที่สตูดิโอ ถ่ายที่บ้านได้ เพราะที่บ้านทุกวันนี้ก็พยายามเซตให้มันคล้ายๆ สตู”

ตอนนี้น้องอายุเท่าไหร่แล้ว ?
“2 เดือนกับอีกประมาณ 10 วันครับ”

คิดว่าน้องอายุยังเล็กไปสำหรับรับงานไหม ?
“ใช่ จริงๆ ถ้าฟัง 2 เดือนนี่คือเด็กทารกชัดๆ แต่ตัวเขาเหมือนเด็กขวบสองขวบแล้ว แข็งแกร่งมาก พอไปโน่นนี่ ออกจากบ้านทุกวันเลย ตั้งแต่หมอบอกว่าออกได้”

นิวเคลียร์ให้สัมภาษณ์ว่าตอนนี้นอนแยกเตียงแล้ว ?
“คือนิวเขาต้องให้นม แล้วเวลาเขาขยับตัวหรือลูกร้องหิวนม ก็ต้องมาชนผม ผมก็มีงานก็จะไม่ได้นอน แล้วตอนนั้นเราก็มีเตียงต่อออกมาของไทก้า ไทก้าก็ไม่ไปนอน มานอนตรงที่ผม ผมก็เลยบอกว่าเอางี้ พี่ขอขยับไปนอนตรงที่ไทก้าแล้วกัน ผมก็ขยับไปนอนตรงที่ไทก้า มันก็ยังใกล้อีก เสียงมันก็ยังดัง งั้นเดี๋ยวพี่ลากออกมาไกลหน่อย ก็จะแยกห่างกันประมาณเมตรหนึ่ง”

พอหลายคนได้ยินคำว่าแยกเตียงก็คิดแล้วว่าแยกเตียงยังไง ?
“คล้ายว่าทะเลาะกันอะเหรอ ไม่ใช่ๆ เราพยายามจะกลับไปที่เตียงของเรา เพราะเตียงเรา เราเป็นคนเลือกเองทุกอย่าง เพราะฉะนั้นไทก้ามันจะมาเอากันไปง่ายๆ ไม่ได้ ก็คือรอให้เขาโตขึ้นนิดหนึ่ง นอนนานขึ้น ไทก้าก็ต้องย้ายกลับไปนอนเตียงไทก้า”

มีแอบคิดขำๆ มีอาการหึงหวงลูกไหม ?
“ไม่มีหึงเลย เพราะพ่อแทบจะเป็นหมีแพนด้าอยู่แล้ว ทุกวันนี้กะในการดูแลของผมคือช่วงตีห้าถึงเที่ยง เลี้ยงผลัดกัน ถ้าเวลาตีห้าปุ๊บไทก้าจะร้องแล้ว ผมก็จะไปอุ้ม เพราะแม่ต้องนอน แม่ไม่นอนตั้งแต่เที่ยงคืน นิวจะนอนตั้งแต่ตีห้าไปถึงเที่ยง ผมก็จะอุ้มลูกลงไปข้างล่างเพื่อให้เมียได้อยู่คนเดียว เขาก็จะนอนได้”

พอมีลูกชีวิตเปลี่ยนไปมากไหม ?
“โห เปลี่ยนสิ ชีวิตเพชรจ้าไม่เหลือความเป็นเพชรจ้าอีกเลย แต่ปรึกษาเพื่อนที่มีลูกแล้ว เขาบอกไม่เป็นไร พอผ่านช่วง 4-5 เดือน เดี๋ยวก็กลับมาเป็นคนเดิมได้ ทุกวันที่เป็นแบบนี้เพราะเราอยากเลี้ยงเองไง เราก็เลยต้องทุ่ม 24 ชั่วโมงให้กับไทก้า ซึ่งตอนนี้เมียบอกทุกอย่างลงตัวแล้ว ได้นอนเป็นเวลา นอนเยอะขึ้น พี่เพชรจ้าออกมารับงานได้เต็มที่เลย”

ตั้งใจอยากจะมีลูกอีกกี่คน ?
“ตอนแรกที่เคยให้สัมภาษณ์คืออยากจะมี 4 คนใช่ไหม แต่ตอนนี้บอกเมีย พี่ว่าเอาสัก 2 ก็พอ ถ้าจ้างพี่เลี้ยง บอกเลยว่าจะมีกี่คนก็ได้ แต่ถ้าเลี้ยงเองคงไม่ไหว ที่เห็นอินสตาแกรมแล้วคนถามว่ามีพี่เลี้ยงแล้วเหรอ คือที่เห็นคนไกวเปลเป็นแม่บ้านมาช่วยครับแค่นั้น ช่วงอื่นๆ พ่อกับแม่เลี้ยงเองหมดล้วนๆ ผมเป็นคนที่อยากจะรู้เรื่องเด็กอย่างแท้จริง เราต้องรู้ว่าอะไรที่เด็กใช้ได้หรือใช้ไม่ได้ เราเลยต้องเลี้ยงเอง”

จะเว้นคนที่ 2 ไว้อีกกี่ปี ?                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                               “นิวบอกขอเที่ยวตะลุยก่อน 1 ปีเต็ม ไทก้าจะได้ไปด้วยทุกที่”

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.sanook.com…

คุณออน ชิชญาสุ์ นางงามกับค่ายเพลง ทำอันไหนแล้วมีความสุข

คุณออน ชิชญาสุ์ ที่ผ่านมานอกจากนั่งเก้าอี้ผู้จัดการกองประกวดมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ ช่วย “อาแดง” สุรางค์

คุณออน ชิชญาสุ์ ทำนางงามแล้ว “คุณออน” ชิชญาสุ์ กรรณสูต ยังแท็คทีมกับ “บอล” ต่อพงศ์ จันทบุบผา “มอย” สามขวัญ ตันสมพงษ์ และ “แฟรงค์” นัฐพงษ์ สุทธิวิรีสรรค์ ทำค่ายเพลง What the Duck มีศิลปินชั้นนำ 17 เบอร์ สร้างสีสันให้กับโลกดนตรี ประกอบด้วย สิงโต นำโชค, มัสเกตเทียส์, เป้ อารักษ์, แป้งโกะ, ฟักกลิ้ง ฮีโร่, เดอะ ทอยส์, เฮอร์ส, ชาติ สุชาติ, โบกี้ไลออน, เดอ ฟลามิงโก้, ทูพีซ, เอเวอร์รี่, เทน ทู ทเวลฟ์, วาฬ แอนด์ ดอล์ฟ, มิ้นท์, ชนุดม, พลาสติก พลาสติก และกำลังจะออกซิงเกิ้ลให้ พลอย วาเลนติน่า รองอันดับ 2 มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2018

การทำงานไม่มีอันไหนสบาย มีความท้าทายเหมือนกันหมด มีสิ่งที่ต้องรับผิดชอบ มีบททดสอบตลอดทาง ความสำเร็จต้องแลกมาด้วยอะไรหลายๆ อย่าง ทั้งเวลา ความเครียด ความกดดัน สุขภาพกาย สุขภาพจิต บลาๆ แต่ถ้าสนุกกับมันก็มีความสุขกับสิ่งที่ทำ เมื่อถูกถามว่า “นางงามกับค่ายเพลง ทำอันไหนแล้วมีความสุข?” คุณออนตอบว่า “มีความสุขคนละแบบ”

คุณออน ชิชญาสุ์

ทั้งสองงาน เป็นงานสร้างสรรค์ นางงามสร้างสรรค์งาน สร้างสีสัน สร้างโชว์ ได้มาก็พัฒนาต่อ คล้ายๆ กับศิลปิน แต่ cycle ในการทำงานของศิลปินอาจจะยาวกว่า มี ซิงเกิ้ล อัลบั้ม คอนเสิร์ต ด้านนางงาม จะมีขั้นตอนแรก คือ กระบวนการการคัดเลือก สร้างสรรค์โชว์การแสดงนำเสนอ เพื่อไปสู่การตัดสิน ขั้นตอนต่อมา คือขั้นตอนของการพัฒนาและเตรียมตัวเพื่อไปแข่งขันต่อ

ความสนุกของการทำนางงาม และค่ายเพลง น่าจะเป็นเรื่องของการทำงานกับทีม ผู้คนที่สร้างสรรค์ ครีเอทีฟ งานศิลปะ ได้ร่วมงานกับคนหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น production / วงการแฟชั่น / music steaming / digital ฯลฯ

คุณออน ชิชญาสุ์

 

คุณออน เปิดใจต่อว่า การทำงานมันก็มีทั้งสุขและทุกข์ เป็นเรื่องปกติ สุขที่ได้ทำงาน สร้างคน สร้างผลงาน ได้เห็นพัฒนาการจากเริ่มต้น มีการเปลี่ยนแปลง และ น้องๆ ศิลปิน นางงาม ได้ประสบความสำเร็จในเส้นทางของแต่ละคน เราก็รู้สึกภูมิใจ มีความสุข น้ำตาแห่งความตื้นตันใจจะไหลออกมา เวลาเห็นคนที่เราร่วมทุกข์กันมาได้รับรางวัล ได้รับความชื่นชม ได้เป็นที่รักและเป็นที่ยอมรับในผลงานอย่างกว้างขวาง ในฐานะคนเบื้องหลัง ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันที่พวกเขาสามารถไปถึงจุดสูงสุด มันก็เป็นความสุขของคนทำงานเบื้องหลัง

ในทางกลับกัน บางครั้งการทำงานกับคนก็เป็นเรื่องที่ยาก เพราะพวกเขาไม่ใช่สินค้าหรือสิ่งของ มีความรู้สึก มีอารมณ์ มีความต้องการ มีเหตุผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางความคิดบ้าง หรือสิ่งที่เหนือความควบคุม ซึ่งก็ต้องเตรียมรับมือ หรืออาจต้องคิดแผนสำรองไว้

คุณออน ชิชญาสุ์

เรื่องของการคาดหวัง การทำนางงาม จะมีทั้งความคาดหวังของคนดู และความคาดหวังของทีมงาน และ ตัวนางงาม สำหรับตัวนางงามหรือศิลปินกับทีมงาน ก็จะคล้ายๆ กัน ก็จะทำในสิ่งที่ดีที่สุดเท่าที่เราทำได้ มีการวางแผนร่วมกัน และทำตามขั้นตอน พัฒนาไปจนปล่อยผลงานออกไปในวงกว้าง

ส่วนการคาดหวังของคนดู แฟนนางงาม กับ แฟนคลับ ก็จะแตกต่างกัน ตรงที่ว่า ดนตรีมีทางเลือก ผู้เสพมีสิทธิ์ที่จะเลือกเสพตามแนวเพลง หรือ ติดตามอุดหนุนศิลปินที่ตัวเองชอบได้ ถ้าอันไหนไม่ชอบ อย่างมากก็แค่ไม่ฟัง ส่วนนางงามเริ่มต้นจากการประกวด แข่งขัน นำไปสู่การมีตัวแทนคนเดียวเท่านั้น ช่วงประกวดต่างคนจะต่างเชียร์นางงามที่ตัวเองชื่นชอบอย่างสนุกสนาน แต่สำหรับตำแหน่งตรงนี้ในแต่ละปีมีแค่เพียงคนเดียว พอไ้ด้มาแล้ว จะไม่มีทางให้เลือกเชียร์ บางคนที่ไม่ถูกใจคนนี้ คนนั้น ก็เหมือนถูกบังคับ มันก็จะเกิดความชอบและไม่ชอบ เกิดความเห็นที่หลากหลาย อันนี้ผลจะส่งผลกระทบและกดดันถึงตัวแทนนางงามโดยตรง การทำงานจะค่อนข้างยากในช่วงนี้ที่สุด

คุณออน ชิชญาสุ์

ส่วนมุมมองเรื่องคำวิจารณ์ ทั้ง 2 งานก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็ไม่ได้เอาคิดมากจนเครียด ในทางกลับกัน ก็มองว่า ถ้ายังมีคนพูดถึงในสิ่งที่เราทำอยู่ ก็เป็นเรื่องที่ดี ที่ยังมีคนสนใจใส่ใจอยู่ การทำเพลง ค่อนข้างจะให้อิสระในการทำงานกับศิลปิน สิ่งที่ยากและท้าทายที่สุด คือ การทำงานคนที่ผสมผสานกับงานศิลปะ ไม่มีถูกหรือผิด เป็นการรับรู้ทางอารมณ์ การเสพ ความพึงพอใจ

ค่ายเพลง มีอะไรให้ทำหลากหลาย ไม่มี pattern ที่ตายตัว สนุกกับการสร้างสรรค์ให้เกิดสิ่งใหม่ กับโจทย์ใหม่ๆ ที่เปลี่ยนไปในแต่ละเพลง ค่ายเพลงที่ทำนี้ ก็เป็นเหมือนสนามเด็กเล่นของคนดนตรี ไม่ต้องมาเล่นเครื่องเล่นที่เราสร้างไว้ ให้อิสระทางความคิด และอิสระที่ศิลปินอยากจะหยิบอะไรมาเล่น ความกดดันตรงนี้ น่าจะเป็นเรื่องที่อยากให้ศิลปินทุกคนไปได้ไกลที่สุด จนเรียกได้ว่า เป็นศิลปินมืออาชีพทุกคน

คุณออน ชิชญาสุ์
การทำนางงาม ควมคุมปัจจัยแวดล้อมยากกว่า ได้เผชิญกับบทดสอบที่หลากหลาย ทุกๆ ปี มีแค่เพียงสองคำถามที่ต้องตอบใจเราให้ได้ คือเมื่อเราผิดหวังจะทำอย่างไร และถ้าสมหวังล่ะ จะต้องทำอย่างไร เพราะเราต้องผ่านบททดสอบในรูปแบบต่างๆ มากมาย และมีอะไรให้เราเรียนรู้อีกมาก ตรงนี้ก็ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ดี และทำให้เราเข้มแข็งเพิ่มขึ้นอีกด้วย ถ้าไม่มีอุปสรรคเลยก็จะไม่มีการเปลี่ยนแปลง

ส่วนลิขสิทธิ์มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ ที่แฟนนางงามจับตามองว่า จะมีการเปลี่ยนมือ หรือไม่เปลี่ยน คุณออนบอกว่า “อะไรที่เกิดถือว่าดีหมด” อาจจะมีเสียใจบ้าง แต่ก็คิดว่า ความเศร้ามาสร้างความสมดุล ให้ชีวิตสุขได้ทุกวัน สุขกับปัจจุบัน สุขกับความจริง!

ขอบคุณแหล่งที่มา http://www.siamdara.com…

พี่น้องชวนชื่น กับวันนี้ที่ไม่มีพ่อดม รับช่วยกันปิดเรื่องมะเร็ง จนถึงวันสุดท้ายของชีวิต

พี่น้องชวนชื่น ป็นเรื่องเศร้าที่หลายคนไม่อยากให้เกิดขึ้นกับตัวเอง สำหรับ การสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก

พี่น้องชวนชื่น ที่ได้เสียเสาหลักของบ้าน อย่าง พ่อดม ไปแบบไม่มีวันกลับด้วยโรคมะเร็งตับ

พี่น้องชวนชื่น

ล่าสุดลูก ๆ ของพ่อดม พร้อมใจกันมาเปิดใจหลังสูญเสียเสาหลักไป ผ่านทางรายการ คุยแซ่บShow ทางช่อง One31 ที่มีหนิง ปณิตา และเป็กกี้ ศรีธัญญา เป็นพิธีกร

ตอนนี้สภาพจิตใจเป็นยังไงบ้าง ?

จอย : คือตอนนี้ในความรู้สึกของพี่นะ ถ้าจะให้พูดถึงพ่อ ใครไม่สะกิด ไม่พูด ไม่เป็นไรนะ แต่บางทีเวลาเราไปเดินห้างแล้วมีคนมาบอก เสียใจด้วยนะ คิดถึงพ่อ พ่อเคยไปนู่นไปนี่ พอพูดไปพูดมา อารมณ์มันก็เริ่มมา เราก็ต้องขอตัวไปก่อน เราไม่ไหว อะไรก็แล้วแต่ถ้าหากว่าให้พี่ไปดูคลิปหรือดูอะไร พี่ยังทำใจไม่ได้นะ

จิ้ม : ไม่เคยนึกถึงความเศร้าเลยนะ พ่อเป็นอะไรที่เหมือนแบบเราได้เห็นมาตลอด มันก็เลยกลายเป็นอะไรที่แบบว่าจดจำ เราจดจำเขา ทุกครั้งจะรู้สึกปีติ ปลื้มใจ ทุกคนที่มาร่วมงานก็ช่วยงานกันดีมาก ช่วยในส่วนตรงนั้นตรงนี้จนมันเต็มไปหมด ขอบคุณทีมแพทย์ พยาบาล ของโรงพยาบาลศิริราช แล้วก็โรงพยาบาลพระนั่งเกล้าทุกท่านด้วยครับ

ย้อนกลับไปนิดหนึ่ง ก่อนที่คุณพ่อจะป่วยมีอาการอะไรไหม ?

จูน : คือไม่มีอาการอะไรเลย เหมือนว่าแกบ่นเจ็บหลัง เราก็จะซื้อแผ่นแปะหลังมาแปะหลังให้แกเฉย ๆ แล้วแกก็ยังไปขายขนมเปี๊ยะให้ป๋าเทพอยู่เลย

โจ้ : ก่อนหน้าที่จะไปตรวจพบ ผมก็โทร. หาพ่อ เพราะทราบว่าไม่สบาย ให้ไปหาหมอแล้วก็ไม่ไป ผมก็เลยบอกว่าเดี๋ยวผมจะลางานแล้วก็ไปกัน เพราะว่าตอนนั้นพี่ ๆ ทุกคนไม่ว่างกันเลย ผมก็พาพ่อไปตรวจสุขภาพ แล้วก็เจอมะเร็งครับ

จิ้ม : พอลูกทุกคนทราบข่าวแล้วก็ช่วยกันปิด เพราะพ่อยังไม่รู้ ก็เลยเป็นที่มาของการบอกว่า พ่อเป็นแค่เนื้องอกนะ พ่อก็ไม่ทราบจนบัดนี้แกคงไปด่าแล้ว

จอย : ที่เราบอกแบบนั้น ก็เพราะคิดว่าวันหนึ่งมันจะต้องรักษาหายค่ะ

ต่าย : ตอนแรกเราก็บอกแกแค่เป็นเนื้องอก แล้วก็บอกขนาดของชิ้นเนื้อ การรักษายังไง คือพ่อไม่สนใจเลยเรื่องพวกนี้ เราบอกว่าทำเคมีเฉพาะจุดแล้วพ่อก็เข้าใจอย่างนั้น แล้วพ่อก็คิดว่าพ่อจะหาย พอทำครั้งแรก ปรากฏว่าเอฟเฟกต์มันเยอะมาก แกเหมือนจะไม่ไหวแล้ว แต่ผ่านไปภายใน 2 เดือนอาการของแกก็ดีขึ้น หลังจากนั้นหมอก็บอกว่าต้องรักษาตามอาการแล้วนะ ไม่สามารถทำเคมีได้แล้ว เราก็เริ่มรู้สึกหมดหวังแล้ว จึงตัดสินใจไปรักษาต่อที่จีน ซึ่งตอนนั้นพ่อดีขึ้นมาก หมอเขาก็ให้กลับมาไทย กลับมาได้ 1 เดือน แล้วก็กลับไปดูอาการใหม่ ก็พบก้อนใหม่เกิดขึ้นมาอีก 2 ก้อน ซึ่งตอนนั้นไม่สามารถทำอะไรได้แล้ว

พี่น้องชวนชื่น

เมื่อเจอก้อนใหม่ เราบอกพ่อว่ายังไง ?

ต่าย : ก็ช่วงที่รักษาเราก็ปิดกันมาตลอด แต่พอหมอบอกว่ารักษาไม่ได้แล้วนะ รู้สึกเคว้งคว้างมาก แต่ตอนนั้นพี่น้องทุกคนให้กำลังใจเรา ทั้ง ๆ ที่เราต้องปิดพ่อ ตอนนั้นก็บอกพ่อไปว่า ตับของพ่อยังไม่แข็งแรงนะ จึงไม่สามารถทำอีกครั้งหนึ่งได้ หลังจากนั้นก็มีอาการอยู่ตลอด พอเริ่มรู้สึกไม่ไหวแล้ว ตอนนั้นในวาระสุดท้าย เราไม่อยากอยู่กับพ่อคนเดียว อยากอยู่กับพี่น้องทุกคน พอลงจากเครื่องก็ส่งโรงพยาบาลพระนั่งเกล้าเลยค่ะ

ช่วงนั้นพ่อพูดอะไรบ้าง และเป็นห่วงอะไรบ้างไหม ?

ต่าย : ไม่เลยค่ะ แล้วเวลาทุกคนไปเยี่ยมแกก็จะมีมุกคุยเล่นตลกเฮฮากันมาก

จอย : เวลาพี่ไปเฝ้าพ่อ ไปหาพ่อที่โรงพยาบาล ช่วงที่แกรู้สึกตัวขึ้นมา แกยังบอกว่าจะเล่นตลกอยู่เลย เราก็ถ้าอย่างนั้นก็ตามน้ำไปเลยแล้วกัน ขนาดตอนนั้นพ่อเสียงไม่ค่อยมีนะ แต่ก็ยังจะร้องออกมา

พ่อดมรู้ไหมว่านั่นคือวาระสุดท้ายของเขาแล้ว ?

จอย : พ่อไม่รู้เลยค่ะ

จิ้ม : แต่ถ้าถามผม ผมว่าพ่อรู้นะ แต่แค่เขาไม่อยากได้ยินหรอก คือเขาไม่ได้โง่นะ มันเหมือนกับรู้ว่าผู้หญิงจะบอกเลิก รู้ว่าผู้หญิงปันใจ แต่ว่าผู้หญิงยังไม่ได้พูด ก็ยังมีความหวังอยู่เท่านั้นเอง ถ้าให้พี่เปรียบเทียบกับพ่อนะ พี่ไม่อยากบอก เพราะว่าพ่อเราเป็นคนละเอียดอ่อนต่อความดี สิ่งชั่วร้ายพ่อจะเกลียด ไม่ชอบ คือเขาเป็นคนตัวเล็ก แล้วก็โดนรังแกมาตลอด ก็จะไม่ชอบสิ่งที่ไม่ดีหรือรุนแรง ถ้าบอกว่ากำลังเป็นโรคมะเร็ง ก็อาจจะโหดร้ายไป และพวกเราก็เลยต้องบอกไปแบบนั้น เพื่อให้พ่อได้สู้ แล้วก็ให้พี่น้องทุก ๆ คนช่วยกันหาทางรักษาพ่อ

เห็นบอกว่าตอนพ่อดมป่วย ไม่เคยใส่ชุดโรงพยาบาลเลย ?

ต่าย : ใช่ค่ะ ตอนที่เจอจะไม่เคยใส่เลย ตอนที่พี่ไปก็ไปขอพยาบาลว่าพ่อไม่ใส่นะ เพราะอึดอัด พอไปที่จีน ก็ไม่ได้ใส่อีก ต้องไปที่ห้างซื้อเสื้อผ้าใหม่ให้แก

จอย : คือแกจะให้บัตรเครดิตไปเลยนะ คือเอาไปให้พ่อเผื่อจะซื้ออะไร ให้เต็มที่เลย อย่างที่พ่ออยากจะได้ ให้พ่อมีความสุขที่สุด

พี่น้องชวนชื่น

พ่อดม ชวนชื่น เคยตามหาลูกคนที่ 15 ด้วย ทราบหรือเปล่า ?

จิ้ม : เคยได้ยิน แต่ไม่รู้สึกอินด้วย ธรรมดาก็ดิ้นรนหากินอยู่แล้ว แต่พอถึงวาระมารู้ตอนนี้ ก็ดีเหมือนกันนะ คนนั้นก็อาจจะใช่ ถึงตอนนี้แล้วถ้าจะมาก็ได้เลยนะ

ความรู้สึกจากใจลูก ๆ อยากบอกอะไรกับพ่อบ้าง ?

จิ้ม : อยากจะบอกว่า พ่อเองไม่เคยคิดถึงความยิ่งใหญ่ ลูก ๆ ก็อาจจะมองไม่เห็น แต่ลูก ๆ คิดว่าพ่อควรจะถูกพรีเซ็นต์ไปในทิศทางที่มีความสุขและสนุกสนาน ก็จะบอกว่าพ่อมีความสามารถอะไรบ้าง เพราะฉะนั้นลูก ๆ ของพ่อทุกคนทำเต็มที่ ขอให้พ่อดลบันดาลให้พวกเราทุกคน ทุกคนที่ไปร่วมงานพ่อ มีความสุข พ่อมีบารมีเท่าไหร่ก็แผ่มาให้พวกเราด้วยครับ

ขอบคุณแหล่งที่มา https://women.kapook.com…

น้องเนยเน็ตไอดอล โร่แจ้งตำรวจถูก หลอกให้ขายโทรศัพท์ผ่านเฟซบุ๊ก

น้องเนยเน็ตไอดอล โร่แจ้งตำรวจถูก “บังแจ็ค”ชาวอินเดีย ที่ใช้เฟซบุ๊กว่า Raja Zulqarnain Haider หลอกให้ขายของออนไลน์

น้องเนยเน็ตไอดอล โดยตุ๋นขายโทรศัพท์ผ่านเฟซ ก่อนมีผู้เสียหายมาแจ้งความถูกหลอกโอนเงิน วันนี้จึงต้องลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานเนื่องจากอาจมีผู้เสียหายรายอื่นอีก…

แฟนสาวเก่ง ลายพราง เปิดเผยว่า ระยะช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา บังแจ็ค อยู่ต่างประเทศ ใช้เฟซบุ๊กทักมาหาตน บอกทำนองว่า เห็นใจที่เก่งลายพรางติดอยู่ในเรือนจำ และตนต้องทำงานหาเงินเอง โดยเสนองานให้มีรายได้เสริม ให้ช่วยขายมือถือ iPhone Xs Max มูลค่าเครื่องละ 30,000 บาท บังแจ็คได้ขอเลขที่บัญชี อ้างว่าจะใช้เพื่อการโอนเงินเดือนให้

เมื่อเวลา 00.00 น. วันที่ 24 ธ.ค. ที่สน.บางเขน น.ส.สายธาร หรือเนย เน็ตไอดอล ยิ้มอำไพ อายุ 21 ปี อดีตแฟนของเก่ง ลายพราง เดินทางเข้าพบร.ต.ท.วรณัฐ วงศ์คำ รองสว.(สอบสวน)สน.บางเขน เพื่อลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน หลังถูกนายบังแจ็ค ชาวอินเดีย ใช้เฟซบุ๊กว่า Raja Zulqarnain Haider หลอกให้ตนขายของออนไลน์เป็นโทรศัพท์มือถือยี่ห้อแอปเปิ้ล รุ่นเท็น เอส แม็กซ์ โดยไม่ได้ค่าจ้าง และตนยังถูกแจ้งความฐานฉ้อโกงจากผู้เสียหาย

น.ส.สายธาร กล่าวว่า บังแจ็คเป็นเพื่อนในเฟซบุ๊กกับตนมา 2 ปี เคยพิมพ์ทักมาหาบ่อยแต่ตนไม่ตอบกลับเพราะไม่รู้จักกันเป็นการส่วนตัว จนกระทั่งเมื่อประมาณ 2 สัปดาห์ ที่ผ่านมา บังแจ็คติดต่อมาเพื่อเสนองานให้ทำ เป็นงานขายโทรศัพท์ไอโฟนรุ่นใหม่ โดยนำเข้าจากต่างประเทศ บังแจ็คบอกว่าให้ตนส่งเลขบัญชีให้ลูกค้าแล้วรอเงินโอนเข้ามา จากนั้นให้ตนไปรับของที่สนามบินดอนเมืองแล้วนำสินค้าส่งของให้ลูกค้าต่อ โดยตนจะได้ค่าจ้างในราคา 4-5 หมื่นบาทต่อเดือน ด้วยความที่ตนถนัดค้าขายของออนไลน์ประกอบกับเห็นว่าเงินดีจึงรับงาน

น้องเนยเน็ตไอดอล

น.ส.สายธาร กล่าวต่อว่า เมื่อวันที่ 13 ธ.ค. มีเงินโอนเข้ามา 30,000 บาท และวันที่ 20 ธ.ค. ก็โอนมาอีก 30,000 บาท จากนั้นบังแจ็คสั่งให้ตนถอดเงินสดออกมาแล้วนำเงินสดโอนไปบัญชีธนาคารแห่งหนึ่งในประเทศเวียดนาม 60,000 บาท ซึ่งในการโอนเงินตนให้มารดาโอนผ่านตู้เอทีเอ็มธนาคารกสิกรไทย สาขาสะพานใหม่ โดยบังแจ็คจะโทรศัพท์บอกขั้นตอนการโอนเงินผ่านแม่ทั้งหมด

หลังจากโอนเงินทั้งหมดบังแจ็คไม่ได้ส่งมือถือมาให้ กระทั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจสน.เพชรเกษม แจ้งมาว่ามีผู้เสียหายรายหนึ่งไปแจ้งควาว่าถูกหลอกโอนเงินซื้อโทรศัพท์มือถือโดยโอนเงินเข้าบัญชีของตน จำนวน 30,000 บาท ตนจึงเดินทางไปที่สน.เพชรเกษม เพื่อเจรจากับผู้เสียหายคนดังกล่าว ตอนนั้นตนรู้ว่าโดนหลอกและติดต่อบังแจ็คไม่ได้ แต่ตนจึงยอมชดใช้เงินให้ผู้เสียหายไป วันนี้ตนมาลงบันทึกประจำไว้เป็นหลักฐานที่สน.บางเขน เนื่องจากอาจมีผู้เสียหายรายอื่นอีก

น้องเนยเน็ตไอดอล

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าชาวต่างชาติคนนี้ ถูกเรียกว่า ราชา หรือ แจ็ค เคยถูกจับกุมที่จังหวัดนครราชสีมา เมื่อเดือนสิงหาคม ปี 2559 ในข้อหาเข้าเมืองผิดกฎหมาย และถูกผลักดันออกไป ทั้งนี้บังแจ็คใช้ชื่อในเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า Raja Zulqarnain Haider เคยตกเป็นข่าวโด่งดังจากกรณีออกมาไลฟ์สดโจมตีเบนซ์ เรซซิ่ง พร้อมขู่ฆ่าเบนซ์ เรซซิ่ง และบุ๋ม ปนัดดา วงศ์ผู้ดี อีกด้วย.

ทั้งนี้ นางสาวสายธาร กล่าวถึงกรณีการคืนเงิน 2,000,000 บาท เพื่อแลกกับการถูกเผยแพร่คลิปหรือภาพลับ ว่า จำนวนเงิน 2,000,000 บาท ไม่มีอยู่จริง ตนเองไม่เคยยืม หรือเคยได้รับเงินจากบังแจ็ค แต่เกิดจากเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2561 บังแจ็คได้ติดต่อมา โดยอ้างว่ามีเพื่อนสนิทชาวต่างชาติคนหนึ่ง ต้องการจะซื้อเฟซบุ๊ก เก่ง ลายพราง เพราะเจ้าตัวติดคุก จึงอยากได้ไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์

ทางด้านเก่งก็บอกว่าขายได้ ตนเองจึงตอบตกลงกับบังแจ็คไป แต่เมื่อตกลงกันแล้ว บังแจ็คอ้างว่ายังไม่พร้อมโอนเงิน รอทะยอยโอนให้ ซึ่งได้ชื่อเข้าใช้งานและพาสเวิร์ดไปก่อน ตนเองเห็นท่าไม่ดี จึงปฏิเสธ ไม่ขายให้บังแจ็ค ซึ่งจุดนี้ทำให้กลายเป็นปัญหาที่ขัดกันเรื่องผลประโยชน์ จากนั้นบังแจ็คจึงอ้างเรื่องปมเงิน 2,000,000 บาท

ส่วนกรณีคลิปและภาพนิ่งที่บังแจ็คขู่จะปล่อยออกมานั้น ยอมรับว่า บังแจ็คไม่มีภาพเหล่านั้นจริง ภาพทุกภาพเกิดจากการตัดต่อทั้งหมด เพราะเป็นเรื่องที่บังแจ็คเชี่ยวชาญ ตนมองว่าเหตุการณ์ในครั้งนี้เป็นการสร้างกระแสของบังแจ็ค เพื่อหวังให้เฟซบุ๊กมียอดฟอลโล่เพิ่มขึ้น แต่พฤติกรรมครั้งนี้ ทำให้ตนเองเสียหาย และถูกกระแสโซเชียลโจมตี ขณะนี้ตนอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานและปรึกษากับฝ่ายกฎหมาย เพื่อจะดำเนินคดีโดยเร็วที่สุด

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.thairath.co.th…

แหม่ม วิชุดา โชว์หน้าบาร์บี้หลังทุ่มเงินศัลยกรรมหลักล้าน ครบ 5 เดือน

แหม่ม วิชุดา เป็นอีกหนึ่งดาราในวงการที่บินตรงไปศัลยกรรมเกาหลี

แหม่ม วิชุดา หลังเจอกับปัญหาศัลยกรรมครั้งแรกแล้วได้ผลที่ไม่พอใจ แต่ก็ยังไม่ยอมแพ้บินไปศัลยกรรมที่เกาหลีรอบ 2

โดยครั้งนี้เปลี่ยนทั้งโรงพยาบาลและเอเจนซี่ที่ดูแล มาแก้ไขปัญาความหย่อนคล้อยบนใบหน้าด้วยการรอยไหม และปลูกผม 3,000 เส้น

ซึ่งตอนนี้นับแล้วก็ประมาณ 5 เดือน กับการเริ่มทำศัลยกรรมที่เกาหลี แหม่ม เองได้โพสต์รูปหน้าโคสอัพใกล้ๆ ให้เห็นความสวยที่หลายคนบอกเลยว่าคล้าย ตุ๊กตาบาร์บี้ ด้วยพื้นฐานโครงหน้าฝรั่งเป็นทุนเติม ศัลยกรรมเพิ่มเติมอีกนิดหน่อย ผลที่ได้หลังหน้าเข้าที่ บอกเลยว่าดีงาม

แหม่ม วิชุดา

แหม่ม วิชุดา โพสต์อินสตาแกรมว่า “หลังศัลยกรรมครบ 5 เดือน ความเจ็บบนใบหน้าหายไปหมดแล้ว แผลเย็บข้างหูเหลือแค่รอยขีดจางๆ บางจุด ไม่สังเกตดีๆ จะมองไม่เห็นเลยค่ะ ไรผมที่ปลูกขึ้นมาเหมือนผมปกติ รอยาวให้เท่ากันแค่นั้น ขึ้นแล้วขึ้นเลยไม่มีร่วง แผลที่เย็บด้านหลังหัวหายเจ็บ เป็นปกติแล้ว สรุปง่ายๆ ตอนนี้ ความเจ็บไม่มีหลงเหลือแล้วค่ะ ความบวมบนใบหน้าก็ยุบลงเป็นปกติแล้ว ชิว”

ก่อนหน้าที่จะบินไปแก้หน้ารอบ 2 แหม่ม วิชุดา ได้ live สดลง Facebook ส่วนตัวเกี่ยวกับการรีวิวผลที่ได้จากการศัลยกรรมไว้ว่า “เมื่อวันที่ 18 เมษายน ที่ผ่านมาว่าสิ่งที่ประทับใจในครั้งแรกที่ทำคือ ฉีดไขมันเข้าร่องแก้ม ก่อนหน้านี้ร่องแก้มชัดมาก แหม่มโอเคกับสิ่งนี้ เพราะทำให้ร่องแก้มหายไป คนที่มีปัญหาร่องแก้มแนะนำ พอร่องแก้มหายจะดูเด็กขึ้นมาทันที”

“ก่อนที่แหม่มจะไปแหม่มมีปัญหาใต้ตาห้อย แหม่มเลยต้องกรีดและเอาไขมันออกและตัดหนังส่วนเกินออก อันนี้แหม่มก็โอเค แต่ก่อนแหม่มไปก็บอกแล้วว่าจะแก้จุดนี้ แต่พอไปถึงมีการพูดคุยกับโรงพยาบาล เจ้าของพยาบาลบอกเอาออกไม่ได้ แต่สุดท้ายก็ได้ทำนะคะ เพราะอยากทำจุดนี้ถ้ารู้ว่าทำไม่ได้ตั้งแต่แรกจะได้ไม่ต้องไป แต่แหม่มโอเคกับการบอกก่อนผ่านะคะ เราจะได้รู้ว่าอาจจะออกไม่หมด ตอนนี้ผ่านไป 3 เดือน ข้างหนึ่งแฮปปี้ แต่อีกข้างหนึ่งยังออกไม่หมด มีหลงเหลืออยู่นิดนึงพอรับได้ แหม่มรู้ว่ามันจะเป็นแบบนี้ตั้งแต่ 1 เดือนแรกแล้ว เพราะเราอยู่กับมันมานาน หลังจากนั้นตั้งแต่เดือนแรกแหม่มก็พยายามหาเอเจนซี่ที่อื่นที่จะทำตรงจุดนี้ได้โดยที่ไม่ต้องกรีดซ้ำ”

ต่อมาเป็นการรอยไหม อันนี้อยากพูดถึงมากๆ ครั้งแรกจำได้มั้ยแหม่มบอกว่าอยากไปดึงหน้าแล้วมีการแนะนำให้ใช้การรอยไหม ก็โอเคนะคะกับการรอยไหมแบบไม่ละลาย แต่ที่โรงพยาบาลเขาใช้คำว่าไหมถาวร แหม่มไม่เคยทำมาก่อน แหม่มเลยลองทำดู เขาบอกว่ามันจะอยู่ได้นานกว่าไหมละลาย อยู่ได้นาน 2 ปี คุ้มนะ เดือนแรกที่รอยมาดีมาก หน้าดีสวยงามไม่หลอกแหล่มแฮปปี้มาก ชอบมาก แต่พอเริ่มไป 2 เดือนและ 3 เดือน ไม่ประทับใจเท่าที่ควร อาจจะแล้วแต่คนหรือเปล่าไม่รู้ แต่แหม่มมั่นใจว่าดูแลตัวเองดีมาก ถ้าอยู่แค่ 3 เดือน คิดว่าไม่คุ้ม”

แหม่ม วิชุดา

“นอกจากนี้ยังมีการทำ PRP ที่แหม่มได้ข้อมูลมานั้นคือการดูดเลือดออกมาไปปั่นแล้วฉีดกลับไปที่หน้า 2 เดือนแรกหน้าจะใสเด้ง ฝา กระ จุดด่างดำ รูขุมขนที่กว้างจะกระชับเล็กลง แต่ก็ไม่ได้เป็นขนาดนั้น แหม่มไม่รู้ว่า PRP สำหรับคนอื่นเป็นยังไงนะ สำหรับแหม่มรู้สึกดี 7 วันแรก หน้ามีเลือดฝาด แต่ 2 เดือนก็ไม่ได้ผลเท่าที่ได้ข้อมูลมา”

“สุดท้ายอยากพูดถึงมากๆ คือ โบท็อกซ์หน้าผาก อยู่ในโปรแกรมที่แหม่มไปทำทั้งหมด ตอนแรกแหม่มเข้าใจว่าเขาลืมฉีดมาหรือเปล่า เพราะมันไม่เห็นผล แต่ที่นั่นยืนยันว่าฉีดแต่ต้องรอ 1 เดือนถึงจะเห็นผล แต่หน้าผากแหม่มยับมาก ซึ่งแหม่มคิดว่าไม่เกี่ยวกับยี่ห้อ เพราะที่เมืองไทยเขาก็ใช้ยี่ห้อนี้กัน แหม่มพยายามหาว่าทำไมการฉีดโบท็อกซ์ที่เกาหลีไม่เห็นผล หรืออาจจะเป็นเพราะเรากินยาแก้อักเสบหลังทำศัลยกรรม ถ้าเป็นแบบนั้นจริงทำไม่ฉีดที่หลัง แหม่มไม่ทราบจริงว่าเพราะอะไร แหม่มไม่ได้ว่าใคร นี่คือการรีวิวอันที่ได้ผลจะบอก อันไหนที่ไม่ได้ผลก็บอกแค่นั้น”

ศัลยกรรมครั้งที่ 2 นี้มีค่าใช้จ่ายอย่างละเอียดทั้งหมดเท่าไหร่

– Mini facelifting (การดึงหน้า) 11 ล้านวอน (330,000 บาท)

– ปลูกผม 3,000 เส้น 10.5 ล้านวอน 315,000 บาท

– Accu Sculpt (ดูดไขมันที่เหนียง) 1 ส่วน 2.75 ล้านวอน 82,500 บาท

– ยกมุมปากแบบเย็บ 2.75 ล้านวอน 82,500 บาท

– ฉีด Filler ปาก 1 cc 1.65 ล้านวอน 49,500 บาท

– New Mega (ทำหน้าฉ่ำ) 2.2 ล้านวอน 66,000 บาท

– Ulthera 300 Shot (เลเซอร์ยกกระชับ) 4.4 ล้านวอน 132,000 บาท

รวม 35.25 ล้านวอน คิดเป็นเงินไทย 1,057,500 บาท

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.sanook.com…

ตั๊กแตน ชลลดา หัวใสทำการตลาดทันควันชัดเจน หลังเจอโยงดราม่า

ตั๊กแตน ชลลดา ไม่เจอดราม่าก็ไม่ใช่วงการบันเทิงซิ โดนอีกดอกจ้า ลูกทุ่งคนน่าฮัก “เพชร สหรัตน์” หลังผันตัวไปขายน้ำปลาร้า

ตั๊กแตน ชลลดา ไปๆมาๆเจอสาดน้ำลายเต็มเปา เมื่อเจ้าตัวโพสต์เฟซถึงแฟนใหม่ที่น่ารักขยันขันแข็งในการทำงาน ไม่พูดมากลงมือทำอย่างเดียว”น้องนินิว”อย่างจริงจังกินขาด ฟาดมาก เลยเจอคนโยงกับอดีตแฟนลูกทุ่งสาว”ตั๊กแตน ชลดา” หรือ ชลดา ทองจุลกลาง ไปอีก

“ผู้หญิงคนสุดท้ายในชีวิต บ้านๆไม่จัดจ้านทั้งปาก-การแต่งตัว”

ต่อมาแม่ดีเจพบพรหรือ สาวตั๊กแตนพันธ์แซ่บเกินพริกร้อยเม็ด โพสต์สั้นๆหลังเจอโยงแฟนเก่า

“อย่าคิดว่าเมิงสำคัญ !! …..เพราะคำนั้นมันก็เคยพูดกับกรู !! #ส่อหล่อแส่แหล่ #เร็วๆนี้ !!”

โอ๊ยๆวุ่นวายแท้เด้อ ฝั่งเพชรสุดทน กับการเจอโยงแฟนเก่า เลยชูเจตนาไม่ปลื้มโพสต์เกรี้ยวกราด ชวนเบิ่งตาวนไป

ตั๊กแตน ชลลดา

“ใครหน้าไหนที่พยายามโยงเรื่องทุกเรื่องที่ผมโพสต์ไปแล้วรำไปโยงใยเรื่องแฟนเก่า ไปไกลๆ และใครไม่ฟังเพลงผมเพราะผมเคยเลิกกับแฟนเก่าด้วยเหตุผลอะไรก็ตามขอบอกว่า ตามสบาย ทุกคนเราย่อมมีอดีตรึปล่าวว่ะ และ คนฟังเพลงคุณไม่ชอบฟังก็แค่หยุดฟัง แต่คุณไม่มีสิทธิ์มาตำหนิมาว่ามาด่าเขา ถ้าคุณคือผู้ให้กำเหนิดเขา ค่อยเสนอหน้ามาด่าเขา (สิ่งที่ผมโพสต์แค่ผมชอบที่แฟนผมบ้านๆ ดีไม่เรื่องมาก ไม่ชอบแต่งตัว) ผมก็โดนกล่าวหาว่าไปแขวะคนเก่า แบบนี้ก็ได้หรือ “ขอพูดแทนศิลปินทุกท่านด้วยข้อความนี้”

ต่อด้วยการลูบหลัง เอ๊ย!ต่อด้วยคำขอบคุณทุกกำลังใจจากเพื่อนๆชาวโซเชียล พร้อมพูดชัด ด่าได้ผมไม่ท้อ

“ขอบคุณทุกข้อความที่ทักเข้ามาให้กำลังใจ และ เข้าใจทุกข้อความที่ถล่มกันรุนแรง ผมไม่ค่อยยินดียินร้ายกับวงการมายาเท่าไหร่ เพราะผมชินกับการโดนด่าเยี่ยงหมูเยี่ยงหมามาตลอดระยะเวลาที่ถือไมค์ ซึ่งศิลปินดาราทุกท่านก็คงเช่นกัน ฉนั้นตราบใดที่เรายังไม่ได้ฆ่าคนตาย ตราบใดที่เรายังเลี้ยงดูพ่อแม่ ตราบใดที่เรายังใช้ลมหายใจตัวเอง เรายังคือคนสำคัญในตัวเราเสมอ
ด่าได้ครับ แต่ผมไม่มีทางท้อ หรือ หยุดหายใจเพราะคำด่าว่าร้ายอย่างแน่นอน

ตั๊กแตน ชลลดา

ฝั่ง”ตั๊กแตน”ไม่เกรี้ยวกราดต่อกรกับใคร แต่ทำการตลาดโปรโมทเพลงตัวเองทันที ร้อนแรงแทงใจแค่ไหนไม่รู้ แต่เห็นแคปชั่นโปรโมทเพลงแล้วเส้นกระตุกๆ แล้วหละเด้อสาวตั๊กแตน

แต่ภายใต้ความดราม่านั้น บอกเลยว่าสาวแซ่บ ตั๊กแตน ชลดา ก็โนสน โนแคร์จ้า เพราะตอนนี้ทุกสิ่งอย่างเปลี่ยนไปหมดแล้ว เจ้าตัวไม่ได้เป็นนักร้องลูกทุ่งเรียบร้อยดั่งผ้าพับไว้เหมือนแต่ก่อน เพราะตั้งแต่โสดสาวตั๊กแตน ก็เปลี่ยนเป็นสาวแซ่บสุดเซ็กซี่ไปแล้ว

และต้องบอกเลยว่า ยิ่งนับวันสาวตั๊กแตน ก็ยิ่งแซ่บเหลือหลาย เสื้อผ้าแต่ละชุดที่เจ้าตัวโพสต์ลงไอจี ก็ทำเอาหนุ่ม ๆ ฮือฮาได้ทุกชุดจริง ๆ เพราะเซ็กซี่จนต้องร้องว้าว เรียกว่า ยิ่งโสด ยิ่งแซ่บ ยิ่งเผ็ดขึ้นทุกวันจริง ๆ

ทั้งนี้ ตั๊กแตน เผยเหตุที่เปลี่ยนมาใช้ชื่อ พบพร ภาคินทร์ ผ่านรายการไนน์เอ็นเตอร์เทน ว่า ก่อนหน้านั้น ตนได้เปลี่ยนนามสกุลจากนามสกุลพ่อแม่ตัวเอง ให้กลายเป็นนามสกุลของอดีตแฟน เพราะคิดจะฝากชีวิตไว้กับเขา แต่อยู่มาวันหนึ่ง เราไปด้วยกันไม่ได้ เลยคิดว่า หากแก้ที่เขาไม่ได้ ก็ขอแก้ที่ตัวเองดีกว่า

หลังจากเปลี่ยนชื่อและนามสกุลแล้ว ทุกอย่างก็ดีขึ้นมาก ๆ เพราะมันทำให้เราสบายใจด้วย ส่วนที่มีคนมองว่า ตนเองร้องเพลงประชดเพชรนั้น มันเป็นเรื่องนานาจิตตัง เราห้ามใครไม่ได้ ไม่แปลกที่คนจะไปโฟกัสจุดนั้น แต่จริง ๆ มันเป็นเรื่องของเพลง

ขอบคุณแหล่งที่มา http://www.siamdara.com…