Main Story

Editor's Picks

ฉลอง 5 ปีสุดยิ่งใหญ่ “โปเตโต้” นำทีม “สล็อตแมชชีน-ปาล์มมี่”กระโดดสนั่น

ฉลอง 5 ปีสุดยิ่งใหญ่ กลับมาระเบิดความสนุกเชื่อมทุกมิตรภาพ สำหรับ คอนเสิร์ต “ช้าง มิวสิค คอนเนคชั่น มิวสิคโทรโพลิส”

ฉลอง 5 ปีสุดยิ่งใหญ่  ที่ได้สร้างประสบการณ์ที่น่าจดจำให้กับชาวไทยตลอด 4 ปีที่ผ่านมา ด้วยเสียงเพลงเป็นตัวเชื่อมต่อมิตรภาพให้กับพลเมืองของมหานครดนตรีแห่งนี้มาแล้วกว่า 2,000,000 คน ผ่านคอนเสิร์ตกว่า 1,000 ครั้งทั่วประเทศ ปีนี้เดินทางก้าวสู่ปีที่ 5 งานดนตรีอันเป็นที่สุดของความอลังการ จัดเต็ม เวที แสงสี เสียง และ ศิลปินระดับแนวหน้าของเมืองไทย เชื่อมต่อมิตรภาพกับแก๊งเพื่อน ภายใต้แนวคิด “เติมเต็ม คำว่าเพื่อน” ที่ได้รับการตอบรับจากคนดูเพิ่มมากขึ้นทุกปี

ล่าสุดศิลปินระดับชั้นนำของเมืองไทย อย่าง โปเตโต้, สล็อตแมชชีน และ ปาล์มมี่ มอบความสุขผ่านเสียงเพลง ณ ลาน ST SQUARE [ เอสที สแควร์ ] จังหวัดเชียงราย ซึ่งได้รับการตอบรับจากเพื่อนๆ ชาวเชียงรายอย่างหนาแน่น การันตีความสนุกทั้งร้อง ทั้งเต้น กระโดดแบบสุดตัว ท่ามกลางบรรยากาศเย็นสบาย โดยมีคนเข้าร่วมชมคอนเสิร์ตฯ จำนวนมากกว่า 1 หมื่นราย

งานนี้เปิดฉากความสนุกด้วย ปาล์มมี่ ที่มามอบความสนุกแบบสุดเหวี่ยงให้กับเพื่อนๆ ชาวเชียงราย เป็นวงแรก ส่งผลงานเพลงใหม่ล่าสุด ซ่อนกลิ่น มาโชว์พลังเสียง ตามด้วย สล็อตแมชชีน ที่ได้รับเสียงกรี๊ดสนั่น ก่อนปิดท้ายความสนุก กับ โปเตโต้ ที่ขนเพลงฮิตจากหลายอัลบั้มในความทรงจำมาเอาใจชาวเชียงราย จัดเต็มสุดพลัง บนเวที แสง สี เสียง สุดอลังการ

“ปั๊บ” พัฒน์ชัย ภักดีสู่สุข นักร้องนำวง “โปเตโต้” กล่าวว่า “ปีนี้คอนเสิร์ตช้าง มิวสิค คอนเนคชั่น มิวสิคโทรโพลิส เดินทางสู่ ซีซั่น 5 แล้ว พวกเราดีใจมากๆ ที่ได้กลับมามอบความสุขผ่านเสียงเพลงให้เพื่อนๆ ชาวมิวสิคโทรโพลิสจังหวัดเชียงรายอีกครั้ง วันนี้ได้นำเพลงจากหลายๆ อัลบั้มในความทรงจำ มาสร้างประสบการณ์ทางดนตรีให้กับเพื่อนๆ แบบจัดเต็ม บนเวที แสง สี แสง สุดอลังการ โดยความพิเศษที่เหนือกว่าทุกครั้งเพื่อนๆทั่วประเทศ เตรียมตัวให้พร้อม แล้วมาร่วมเชื่อมต่อมิตรภาพผ่านเสียงเพลงไปด้วยกันนะครับ”

ฉลอง 5 ปีสุดยิ่งใหญ่

ฉลอง 5 ปีสุดยิ่งใหญ่

ฉลอง 5 ปีสุดยิ่งใหญ่

ฉลอง 5 ปีสุดยิ่งใหญ่

 

ทั้งนี้แฟนเพลงทั่วประเทศติดตามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือ ลุ้นบัตรเข้างานได้ที่ Facebook.com/Changworld

ขอบคุณแหล่งที่มา https://docs.google.com

 …

เกรท วรินทร สงสาร “หมออร” ถูกเปิดวาร์ป จากนี้เราคงต้องใช้เวลาปรับตัว

เกรท วรินทร ตั้งใจจะเก็บเรื่องราวความรักไว้เป็นส่วนตัว แต่เพราะถูกชาวเน็ตเปิดวาร์ป เผยโฉมหน้าแฟนสาวคนสวยดีกรีคุณหมอ หมออร หรือ Dr.ORN Clinic

เกรท วรินทร งานนี้พระเอกหนุ่มรูปหล่อ เกรท  เลยได้ออกมาเปิดใจกับกองทัพสื่อว่า ข่าวดังกล่าวสร้างความเครียดให้กับตนและฝ่ายหญิงเป็นอย่างมาก แต่ถึงอย่างนั้นทั้งคู่ก็จะพยายามทำความเข้าใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น

ช่วงนี้หัวใจเป็นสีชมพูเพราะกำลังปลูกต้นรักแสนหวานกับคุณหมอคนสวย ก่อนหน้านี้ เกรท เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่าอยากรักแบบเงียบๆ ยังไม่พร้อมที่จะเปิดตัวกับสาวคนสนิทเพราะอีกฝ่ายยังไม่ชินกับวงการบันเทิง แต่ถ้าใครจะตามสืบหรืออะไรก็ไม่เป็นไร

“ผมเกรงใจเหมือนกัน คือเราไม่รู้ว่าผลกระทบทางโซเชียลสมัยนี้มันควบคุมลำบาก อันนี้ความคิดส่วนตัว ผมแค่รู้สึกว่าการมีความรักมันเป็นเรื่องที่ดี ไม่ว่าจะเป็นรักแม่ รักพ่อ รักเพื่อน มันก็เป็นเรื่องที่ดี สดใสดี แต่ว่าบางทีบางอย่างถ้าเกิดเลือกที่จะอยู่สงบๆ ได้ ผมว่ามันก็ดีกว่า” เกรท กล่าว

ล่าสุด ดูเหมือนว่ารักครั้งนี้ของ เกรท จะอุบนิ่งไม่ได้แล้ว เพราะมีนักสืบโซเชียลไปแอบส่องมาว่า คุณหมอคนสวยที่เข้ามานั่งในหัวใจของ เกรท นั้น มีดีกรีเป็นคุณหมอที่เชี่ยวชาญทางด้านปลูกผม และคนในแวดวงต่างรู้จักกันดีในนามของ คุณหมออร

“ผมเห็นข่าวแล้วครับ ผู้หญิงคนนั้นเขาก็คือแฟนผมจริงๆ ถามว่าตกใจไหม เอ่อ…ผมก็ไม่ได้ตกใจอะไรมาก เพราะตัวเขาเองก็เป็นคนที่มีชื่อเสียงในแวดวงของเขาอยู่แล้วเหมือนกัน แต่มันก็อาจจะมีผลกระทบอยู่บ้าง เนื่องจากเขาก็ยังไม่ค่อยคุ้นชินกับข่าวอะไรพวกนี้สักเท่าไหร่ คือมันไม่ค่อยโอเคกับเราทั้งคู่เวลามีคนมาคอยสืบคอยถาม แต่เราก็เข้าใจสังคมนะ เข้าใจว่ามันห้ามยาก ส่วนอะไรที่มันจะกระทบเข้ามาเราก็ต้องจัดการกับมันให้ได้”

แสดงว่าฝ่ายหญิงเขาค่อนข้างเครียดกับเรื่องนี้พอสมควร ?
“ก็เครียดเหมือนกันครับ แต่มันน่าจะเป็นเพราะความไม่คุ้นชินมากกว่า ซึ่งเราก็พยายามให้กำลังใจกันตลอด”

หลังจากนี้การไปไหนมาไหนของเราจะต้องระวังมากขึ้นไหม ?
“จริงๆ ผมไม่อยากพูดเรื่องนี้เยอะนะครับ เพราะเดี๋ยวก็จะมีประเด็นอื่นๆ ตามมาอีก เอาเป็นว่าตอนนี้เราก็ต้องค่อยๆ ปรับตัวกัน ทั้งจากข่าวและจากผลกระทบอื่นๆ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นมันก็คือเรื่องของอนาคตว่ามันจะเป็นยังไงต่อไป”

เพื่อนๆ ในแก๊งแซวน้อยลงไหมพอถูกเปิดวาร์ปแบบนี้ ?
“ก็ต้องด่าครับ (หัวเราะ) คือทุกคนก็รู้แหละว่าอะไรมันหนักไปหรือมากไป เราก็ค่อยมาคุยกัน”

ทาง บอย ปกรณ์ เหมือนเขาก็รู้สึกผิดและก็ขอโทษที่แซวบ่อยจนกลายเป็นข่าว ?
“เอ่อ…จริงๆ เรื่องของผมมันก็ประมาณหนึ่งครับ แต่เรื่องของน้อง (เจมส์ จิรายุ) น่าจะหนักกว่า ซึ่งผมเองก็ต้องขอโทษน้องด้วยเหมือนกัน”

หลังจากนี้เรากับแฟนจะไปไหนมาไหนด้วยกันน้อยลงไหม ?
“ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกครับ มันอยู่ที่จังหวะมากกว่าเพราะทุกวันนี้ผมก็ทำงานเยอะ เวลาเจอกันของเรามันก็จะเป็นแบบเจอบ้างไม่เจอบ้างอยู่แล้ว ซึ่งเราก็เข้าใจกัน”

กังวลไหมเพราะตอนนี้พื้นที่ส่วนตัวของเราสองคนมันจะต้องหายไปแล้ว ?
“ผมก็รู้สึกสงสารเขาในเรื่องของหน้าที่การงานนะ รวมถึงตัวผมเองก็รู้สึกอึดอัดเช่นกันเวลาที่ถูกถามหรือถูกเพ่งเล็ง มันเลยเป็นเหตุผลที่เราอยากจะเก็บไว้เป็นเรื่องส่วนตัว”

ตั้งแต่มีข่าวออกมา มีคนเข้าไปคอมเมนต์ถึงฝ่ายหญิงในทางที่ไม่ดีบ้างไหม ?
“ก็เหมือนที่ผมเคยพูดไว้นะครับ คือทุกคนก็ต้องมีความรักเป็นเรื่องปกติ แต่ด้วยความที่ยุคสมัยนี้ทุกคนสามารถแสดงความคิดเห็นได้ มันก็เลยทำให้คนที่ไม่รู้จักกันบางคน เข้าไปคอมเมนต์ถึงอีกคนแบบไม่เกรงใจกัน ซึ่งผมมองว่ามันไม่ดี แต่มันก็ห้ามไม่ได้”

"เกรท วรินทร"

"เกรท วรินทร"ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.sanook.com

 …

หนุ่มหื่นลวงข่มขืน เด็กชายวัย 13 ปู่หวั่นหลานติดโรคร้าย รู้ใครทำแต่ยังจับไม่ได้

หนุ่มหื่นลวงข่มขืน เด็กชายวัย 13 หลานชาย เข้าแจ้งความว่า ด.ช.เอ ถูกชายอายุประมาณ 40 ปี ชื่อ นายไก่ (ไม่ทราบนามสกุล) กระทำชำเรา

หนุ่มหื่นลวงข่มขืน กรณีนางน้อย (นามสมมติ) อายุ 62 ปี นำ ด.ช.เอ (นามสมมติ) อายุ 13 ปี หลานชาย เข้าแจ้งความว่า ด.ช.เอ ถูกชายอายุประมาณ 40 ปี ชื่อ นายไก่ (ไม่ทราบนามสกุล) กระทำชำเรา โดยลักษณะของนายไก่นั้น ที่ใบหน้า

หนุ่มหื่นลวงข่มขืน

และแขนขา มีเม็ดตุ่มขึ้นตามร่างกาย รูปร่างผอม ผมสั้นเกรียน ขี่รถจักรยานยนต์พ่วงข้าง หลอก ด.ช.เอไปละเมิดทางเพศ ที่บริเวณหลังป้ายของโรงเรียน ขณะที่ด.ช.เอ กำลังซ้อมกีฬา โดยพนักงานสอบสวน สภ.เมืองอุดรธานี

เจ้าของคดีได้ส่งตัวด.ช.เอไปตรวจร่างกายหาร่องรอยที่ถูกละเมิดทางเพศที่โรงพยาบาลอุดรธานี และตำรวจชุดสืบสวนลงพื้นที่ติดตามจับกุมคนร้ายแล้ว

(26 พ.ย. 61) นายสมยศ (สงวนนามสกุล) อายุ 60 ปี ปู่ของ ด.ช.เอ ผู้เสียหาย เปิดเผยว่า ย่าของด.ช. เอ ยังอยู่ที่โรงพยาบาลกับหลาน เพื่อตรวจร่างกาย โดยเรื่องที่เกิดขึ้น หลานถูกกระทำช่วงค่ำวานนี้ (25 พ.ย.) ตนรู้สึกตกใจและเป็นห่วงหลานมาก เมื่อถามหลานถึงคนก่อเหตุ พบว่า ตนเคยเห็นเพียงคนขับรถพ่วงข้างผ่านตา แต่ไม่น่าจะเคยเห็นคนก่อเหตุ

ปกติหลานจะออกไปซ้อมกีฬาเป็นประจำ เวลา 17.00 – 18.00 น. ก็จะกลับเข้าบ้าน แต่ช่วงนี้จะมืดเร็วกว่าปกติ ทั้งนี้ ตนต้องการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจจับคนร้ายให้ได้โดยเร็ว เพราะหลานตนก็รู้ว่าคนร้ายเป็นใคร

ต่อไปตนจะบอกให้ลูกหลานระวังตัว อย่าออกไปเล่นที่อื่น ในช่วงเวลามืดค่ำ ซึ่งเรื่องนี้ ผอ.โรงเรียน ก็คงจะแจ้งให้นักเรียนทราบแล้ว

ด้าน พ.ต.อ.ภูมิวิทย์ เวชกามา ผกก.สภ.เมืองอุดรธานี เปิดเผยว่า ขณะนี้ทางพนักงานสอบสวนเจ้าของคดี ส่งตัวเด็กไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลศูนย์อุดรธานี

ซึ่งทางโรงพยาบาลได้ให้เด็กนอนที่โรงพยาบาลก่อน เพื่อติดตามอาการของเด็ก และหลังจากที่เด็กออกจากโรงพยาบาลแล้ว จะให้สหวิชาชีพทำการสอบปากคำเด็กอีกครั้ง

นอกจากนี้ ตนสั่งการให้ตรวจสอบภาพกล้องวงจรปิดรอบบริเวณโรงเรียน และตามเส้นทางต่าง ๆ ที่คาดว่าคนร้ายจะใช้หลบหนี ทั้งนี้

ขอฝากเตือนประชาชนที่มีบุตรหลานอายุน้อย ให้ดูแลบุตรหลานให้ดี อย่าให้ออกจากบ้านในช่วงเวลาค่ำมืด เพื่อป้องกันเหตุอันตราย

ขอบคุณแหล่งที่มา   https://www.sanook.com

พล็อตหนังเป๊ะ ! รวบแก๊งโจรกรรมรถ-เผยใช้เวลาขโมยต่อคันไม่ถึง 10 นาที

พล็อตหนังเป๊ะ ที่ สภ.วังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยรา พล.ต.ต. อำพล บัวรับพร รรท.ผบชภ.1 พล.ต.ต. ธนายุตม์ วุฒิจรัสธำรงค์ รองผบช.ภ.1 พ.ต.อ.โชคชัย งามวงศ์ รรท.ผบก. ภ.จว.พระนครศรีอยุธยา ร่วมกันแถลงข่าวผลการจับกุมแก๊งลักรถยนต์รายใหญ่

พล็อตหนังเป๊ะ โดยได้จับกุม นายวิรุฬห์กานต์ หรือแมว อายุ 43 ปี, นายดำรงค์ หรือรงค์ อายุ 42 ปี สองผู้ต้องหา ตามหมายจับของศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในข้อหา “ร่วมกันลักทรัพย์(รถยนต์) ในเวลากลางคืน”

พร้อมกับตรวจยึดรถยนต์จำนวน 3 คัน ได้แก่ รถยนต์กระบะ อีซูซุ ดีแมคซ์ หมายเลขทะเบียน 7 กม 3121 กทม , รถยนต์เก๋ง โตโยต้า รุ่นวีออส หมายเลขทะเบียน กษ-3895 ชลบุรี , รถยนต์เก๋ง ฮอนด้า รุ่นแจ๊ส หมายเลขทะเบียน 2กฆ3213 กทม. พาหนะใช้ในการหลบหนี

พล็อตหนังเป๊ะ

พร้อมแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ และ กุญแจรถยนต์ จำนวนมาก เจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามจับกุมตัวได้ที่ริมถนนรังสิต-นครนายก หมู่ 2 ต.รังสิต อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี

พล.ต.ต.อำพล กล่าวว่า กลุ่มผู้ต้องหาได้ร่วมกันก่อเหตุ รถยนต์กระบะ อีซูซุ ดีแมคซ์ สีขาวมุก รุ่น ไฮเลนเดอร์ หมายเลขทะเบียน 7 กม-3121 กทม. ของนายไพสิทธิ์ จากลานจอดรถหน้าหอพักพีอาร์แมนชั่น (เจ๊แดง) ปากซอยพยอม 9 หมู่ 5 ต.พยอม อ.วังน้อย พระนครศรีอยุธยา เหตุเกิดเมื่อวันที่ 18 พ.ย. 61 เวลาประมาณ 03.00 น. ไป

ภายหลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจรับแจ้งเหตุได้เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุพร้อมกับวิทยุสกัดจับกุมรถและคนร้ายไปยังทุกพื้นที่ใกล้เคียง ให้ช่วยตรวจหา ต่อมาเมื่อเวลาประมาณ 05.00 น. เจ้าหน้าที่ตารวจ สภ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี ตั้งจุดตรวจ เห็นคนร้ายขณะกำลังขับรถเข้าซอยก่อนถึงจุดตรวจ จึงได้ติดตามเข้าไปดูในซอย

โดยเห็นผู้ต้องหาจอดรถทิ้งไว้ในซอยเดินสวนออกมา จึงเรียกหยุดขอตรวจสอบดูบัตรประจาตัวประชาชน คนร้ายอาศัยจังหวะที่ตำรวจไปตรวจดูรถ วิ่งหลบหนีเข้าป่าไป จึงตรวจยึดรถไว้นำส่ง พนักงานสอบสวน พร้อมบัตรประชาชนของคนร้ายที่หลบหนีไป รวบรวมพยานหลักฐาน ออกหมายจับ ไปติดตามจับกุมตัวผู้ต้องหาได้

จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา สามารถติดตามจับกุมตัวผู้ต้องหาทั้งสองคนได้ พร้อมของกลาง ผู้ต้องหารับสารภาพว่า ได้ร่วมกัน ก่อเหตุลักรถยนต์เน้นรถยนต์กระบะ ยี่ห้อ อีซูซุ ในพื้นที่ ตำรวจภูธรภาค 1 และภาค 2 แต่ละคันจะใช้เวลาประมาณ 10 นาที

ทั้งนี้ ผู้ต้องหาทั้งสองคนมีประวัติเคยก่อเหตุลักรถยนต์มาแล้วหลายครั้ง รถยนต์กระบะที่ก่อเหตุลักมา จะมีคนมารับไปขายประเทศเพื่อนบ้าน บางคนจะแยกชิ้นส่วนขาย ค่าจ้างบางส่วนได้เป็นเงินสดและยาบ้า

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com

บาปไล่ตามทัน ! เสี่ยชนแล้วหนีไม่คิดชีวิต ก่อนรถคว่ำซ้ำซ้อนดับคาซาก

บาปไล่ตามทัน เสี่ยขับรถชนเก๋งคันอื่นคว่ำตกลงทุ่งนา ตกใจรีบเร่งเครื่องขับหนีแบบไม่คิดชีวิต แต่มาพลิกคว่ำตาย เพราะอุบัติเหตุซ้ำซ้อนห่างแค่ 1 กิโลเมตรต่อมา

บาปไล่ตามทัน ร.ต.อ.สุริยันต์ แก้วพิทูลย์ รองสารเวรสอบสวน สภ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา ได้รับแจ้งเกิดอุบัติเหตุรถยนต์แบบตรวจการและติดแผ่นป้ายทะเบียนเลขสวยพุ่งชนท้ายรถยนต์ เป็นเหตุทำให้เสียหลักตกจากถนน มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 2 ราย ก่อนที่จะขับหลบหนีไปพุ่งชนเข้ากับรถชาวบ้าน ห่างออกไปอีก 1 กิโลเมตร

บาปไล่ตามทัน

จุดเกิดเหตุอยู่บริเวณบนถนนสายหลวงฤทธิ์ ทางหลวงหมายเลข 3245 พนมสารคาม-บางคล้า (สายใน) ช่วงหมู่บ้านกลาง พื้นที่ ม.1 ต.เมืองเก่า อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา พบรถยนต์โตโยต้า ยาริส ถูกพุ่งชนจนตัวรถกระเด็นตกจากเส้นทางลงไปอยู่กลางท้องนา สภาพด้านหน้ารถพังเสียหายยับเยิน มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 2 ราย ได้รับการช่วยเหลือจากหน่วยกู้ภัยฯ นำส่งไปยัง รพ.พนมสารคาม

ขณะที่ห่างออกไปราวๆ 1 กิโลเมตร เป็นจุดเกิดเหตุจุดที่สอง บริเวณทางแยกใกล้ปากทางเข้าวัดบ้านเล้อ ม.2 ต.เมืองเก่า อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา พบรถยนต์กระบะอีซูซุ ติดแคป ถูกพุ่งชนที่ด้านท้ายอย่างจังจนตัวถังบิดงอแทบหักตรงกลางคัน พังเสียหายยับเยิน ก่อนที่ตัวรถจะกระเด็นไปพุ่งชนเข้ากับรถยนต์นิสสัน ซันนี่ สีขาว ด้านหน้าของตัวรถพังยับเยินเสียหายอย่างหนัก

จากการสอบถามชาวบ้านที่เห็นเหตุกาณร์ทราบว่า หลังจากรถกระบะชนกระเด็นไปปะทะเข้ากับรถยนต์ที่ถูกพุ่งชนจนได้รับความเสียหายแล้ว จากแรงประทะได้ทำให้ตัวรถเหวี่ยงพุ่งเข้าไปชนเข้ากับแผงร้านค้าขายกล้วยทอดริมทางจนพังเสียหาย และทำให้แม่ค้าได้รับบาดเจ็บถูกเศษกระจกบาดด้วย

ส่วนรถคันก่อเหตุเป็นรถยนต์แบบตรวจการณ์ โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ สีขาว หมายเลขทะเบียนสวย ได้หมุนกลิ้งพลิกคว่ำหลายตลบไปตามพื้นถนนจนตัวรถหงายท้องล้อชี้ฟ้าขวางลำอยู่กลางถนน ฝั่งขาเข้า อ.พนมสารคาม

จากการตรวจสอบภายในรถพบร่างของผู้เสียชีวิต ติดอยู่คาพวงมาลัย ทราบชื่อต่อมา คือ นายวิโรจน์ อายุ 55 ปี พบเป็นพี่ชายของ ผอ.โรงพยาบาลแห่งหนึ่งใน อ.พนมสารคาม ส่วนคนเจ็บทั้งหมดในที่เกิดเหตุอีก 4 รายได้ถูกลำเลียงนำส่งไปยัง รพ.พนมสารคาม

ร.ต.อ.สุริยันต์ กล่าวว่า สาเหตุเบื้องต้นคาดว่าคนขับรถฟอร์จูนเนอร์ อาจจะตื่นตกใจ หลังขับรถพุ่งชนกับรถยนต์คันแรก ทำให้เสียหลักตกถนน จึงเร่งเครื่องหลบหนีไปอย่างรวดเร็ว แต่พอขับต่อมาได้เพียง 1 กิโลเมตร ก็มาเกิดอุบัติเหตุซ้ำซ้อน พุ่งชนเข้ากับรถยนต์ที่กำลังจอดแวะซื้อของข้างทาง

ส่วนอีกสาเหตุเป็นเพราะใช้ความเร็วสูง ประกอบกับถนนเป็นทางแคบ แค่ 2 เลนสวนทางกัน จึงทำให้เกิดอุบัติเหตุซ้ำซ้อนชนกันหลายคันดังกล่าวขึ้น ทั้งนี้หากคนขับไม่พยายามหลบหนี ก็คงไม่เกิดการสูญเสียชีวิตในครั้งนี้

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com 

เก๋งกลับรถจุดห้ามกลับ-เจอพ่วง 18 ล้อเสยยับ คนขับตาย-สาหัสอีก 3 ราย

เก๋งกลับรถจุดห้ามกลับ เกิดขึ้นตรงจุดห้ามกลับรถ ก่อนถึงสี่แยกบ้านร้องบ้านศรีหมวดเกล้า ประมาณ 20 เมตร ขาลงทางต่างระดับกาดเมฆ ถนนตัดใหม่สายเลี่ยงเมือง มุ่งหน้าไปเชียงใหม่ ตำบลชมพู อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง

เก๋งกลับรถจุดห้ามกลับ เจ้าหน้าที่สมาคมกู้ภัยนครลำปาง ร่วมกับพลเมืองดีได้ช่วยกันงัดเอาร่างผู้บาดเจ็บที่ติดคาภายในซากรถยนต์เก๋ง โตโยต้า วีออส สีบรอนเงิน หมายเลขทะเบียน กง 4953 ลำปาง ที่เชี่ยวชนอย่างจังกับรถ บรรทุกพ่วง 18 ล้อ ยี่ห้อ ฮีโน่ สีขาว หมายเลขทะเบียน 70-5699 ลำปาง พ่วงท้าย 70-5700 ลำปาง

เก๋งกลับรถจุดห้ามกลับ

โดยด้านหลังรถบรรทุกหินมาเต็มคัน โดยมีคนติดภายในรถเก๋ง 4 คน ในเบื้องต้นเจ้าหน้าที่ช่วย ออกมาจากซากรถ คนแรกติดภายในเบาะนั่งด้านหลัง หญิงอีกคนติดภายในที่นั่งด้านคนขับ โดยเจ้าหน้าที่สามารถงัดเอาร่างออกมาได้ทั้งสองคนในสภาพบาดเจ็บสาหัส

ส่วนอีกคน เป็นชายที่เป็นคนขับรถยนต์เก๋ง ติดคาภายในที่นั่งคนขับ อยู่ในสภาพเลือดออกปาก จมูก แขนขาหัก หายใจรวยริน โดยเจ้าหน้าที่ ต้องใช้เครื่องตัดถ่างเพื่องัดเอาร่างออกมาใช้เวลา15 นาที ปรากฎว่า ระหว่างที่นำร่างออกมาได้แล้วพบว่า ได้เสียชีวิตไปแล้ว

ทราบชื่อ นายภานะพงษ์ อายุ 27 ปี ภูมิลำเนาอยู่ในพื้นที่ ต.ปงแสนทอง อ.เมือง จ.ลำปาง เนื่องจากสภาพร่างกายบอบซ้ำอย่างหนัก ขณะเดียวกัน ยังมีผู้บาดเจ็บเป็นเด็กชายอายุระหว่าง 2-3 ขวบ ทางพลเมืองดีได้ช่วยเหลือออกมาก่อนหน้านั้นแล้วได้รับบาดเจ็บมีเลือดออกปาก

ทางเจ้าหน้าที่กู้ชีพได้เข้าปฐมพยาบาลก่อนที่จะนำตัวผู้บาดเจ็บเป็นหญิง 2 คน เด็กชาย 1 คน ส่งไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลลำปางทันที

จากนั้น พ.ต.ต.ประดิษฐ์ ถิ่นสอน สว.(สอบสวน) สภ.เขลางค์นคร ได้เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ และเบื้องต้น สอบถาม นายศราวุธ อายุ 30 ปี ราษฎรบ้านหัวทุ่ง หมู่ 7 ต.หนองหล่ม อ.ห้างฉัตร จ.ลำปาง เล่าเหตุการณ์ว่า ตนเองได้ไปรับหินมาจากโรงโม่ในพื้นที่ อ.แม่ทะ เพื่อจะไปส่งโรงงานที่ ต.ปงยางคก อ.ห้างฉัตร จ.ลำปาง

ขณะขับรถมาตามทางตรง ได้เห็นรถเก๋งคันดังกล่าวจอดชิดซ้ายอยู่ริมถนน เลยบริเวณจุดห้ามกลับรถไปเล็กน้อย เมื่อตนเองขับรถเข้าไปใกล้ ปรากฎว่า รถเก๋งได้เลี้ยวหักขวาเพื่อจะกลับรถตัดหน้าอย่างกระชั้นชิด จึงได้เหยียบเบรกอย่างเต็มที่และหักรถหลบออกขวาไปอีกเลนหนึ่ง แต่ก็เบรกไม่ทัน เนื่องจากรถบรรทุกมีน้ำหนักมาก ทำให้พุ่งชนเข้ากับรถเก๋งอย่างจัง ไถลไปกว่า 50 เมตร จนรถแน่นิ่ง

กระทั่ง ชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์ได้โทรแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาตรวจสอบ ทั้งนี้ บริเวณจุดเกิดเหตุดังกล่าว เป็นจุดห้ามกลับรถ ทางแขวงการทางได้นำแท่งสัญลักษณ์สีส้มสะท้อนแสงมาติดตั้ง พร้อมกับติดตั้งป้ายห้ามกลับรถไว้แล้ว แต่ก็ยังไม่มีผู้ฝ่าฝืนมากลับรถในจุดนี้ และมักจะเกิดอุบัติเหตุอยู่บ่อยครั้ง

สำหรับการเกิดอุบัติเหตุในครั้งนี้ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้ทำการสอบสวนผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์อย่างละเอียดต่อไป

ขอบคุณแหล่งที่มา   https://www.sanook.com

แม่หนุ่มบิ๊กไบค์ เหยื่อกระบะถอยเหยียบซ้ำ อโหสิให้หากคู่กรณีสำนึกผิด

แม่หนุ่มบิ๊กไบค์ เหยื่อกระบะถอยเหยียบซ้ำ เผยหากคนขับกระบะสำนึกผิดอยากมากราบขอขมาศพก็พร้อมให้อภัย เพราะไม่อยากจองเวรให้ทุกข์ใจ เชื่อใครทำอะไรย่อมได้รับผลกรรมนั้น ด้านผู้ใหญ่บ้านรับรองความปลอดภัยหากคู่กรณีจะมาขอขมาศพ

แม่หนุ่มบิ๊กไบค์ เหยื่อกระบะถอยเหยียบซ้ำ วันนี้ (5 พ.ย. 61) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีที่เกิดอุบัติเหตุรถกระบะเลี้ยวตัดหน้า รถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์ซึ่งขับมาทางตรง บริเวณสามแยกบ้านไทยเจริญ ต.อิสาณ อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ ซอยข้างเรือนจำจังหวัด เมื่อคืนวันที่ 2 พ.ย. ที่ผ่านมา

แม่หนุ่มบิ๊กไบค์เหยื่อกระบะถอยเหยียบซ้ำ

จนเป็นเหตุให้ นายธิติพันธ์ หรือ เพชร อายุ 25 ปี คนขี่จยย.บิ๊กไบค์นอนสลบกลางถนน และรถกระบะถอยมาเหยียบทับร่างซ้ำจนเสียชีวิต แล้วขับหลบหนีไป และกล้องวงจรปิดสามารถบันทึกภาพอุบัติเหตุไว้ได้อย่างชัดเจน

โดยคลิปเหตุการณ์สะเทือนใจดังกล่าว ถูกนำไปแชร์ในสังคมออนไลน์อย่างกว้างขวาง มีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่ต่างประณามคนขับรถกระบะไร้มนุษยธรรม และจิตใจโหดร้าย ที่ชนแล้วไม่ช่วยเหลือยังถอยรถมาเหยียบซ้ำอีก

ล่าสุด ญาติได้นำศพนายธิติพันธ์ กลับไปตั้งบำเพ็ญกุศลที่บ้านพัก ที่ ต.ชุมเห็ด อ.เมืองบุรีรัมย์ แล้ว โดยมีญาติพี่น้อง เพื่อนบ้าน และกลุ่มเพื่อนที่ขับบิ๊กไบค์ด้วยกัน ทยอยเดินทางมาเคารพศพ และแสดงความอาลัยอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางความโศกเศร้าเสียใจของครอบครัว โดยมีกำหนดจะฌาปนกิจในวันพฤหัสบดีนี้

ขณะที่ ผู้เป็นมารดาของน้องเพชร บอกว่า หัวอกคนเป็นแม่ก็เสียใจที่สูญเสียลูกชายอยู่แล้ว แต่ก็ทำใจได้ระดับหนึ่งเพราะที่ผ่านมาครอบครัวจะเดินสายทำบุญมาตลอด จึงทำใจยอมรับกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้นได้

แต่ถ้าถามว่าหากคู่กรณีสำนึกผิดอยากจะมากราบขอขมาศพลูกชาย ทางครอบครัวก็ไม่ได้ปิดกั้น และพร้อมจะอโหสิกรรมให้ เพราะไม่อยากจองเวรให้จิตใจเป็นทุกข์ เชื่อว่าใครทำกรรมอะไรก็ย่อมได้รับผลกรรมที่ทำอยู่แล้ว ส่วนเรื่องคดีก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของตำรวจคงไม่ไปเร่งรัดอะไร

ด้าน นายปิยราช มาลาวงศรี ผู้ใหญ่บ้านหนองไผ่น้อย กล่าวว่า ความรู้สึกส่วนตัวก็รับไม่ได้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะจากภาพที่ปรากฏแสดงให้เห็นถึงจิตใจของคนขับรถกระบะ ที่ค่อนข้างจะโหดร้าย นอกจากจะไม่ลงมาดูหรือช่วยเหลือผู้บาดเจ็บแล้ว ยังถอยรถมาเหยียบซ้ำอีกจนทำให้ถึงขั้นเสียชีวิต

อย่างไรก็ตาม ครอบครัวของผู้สูญเสียไม่ได้ติดใจจองเวรจองกรรม หากคู่กรณีสำนึกผิดอยากจะมากราบขอขมาศพ ทางครอบครัวก็เปิดโอกาสสามารถมาได้ โดยตนในฐานะเป็นผู้นำชุมชนก็รับรองความปลอดภัย

ขอบคุณแหล่งที่มา   https://www.sanook.com

รวบหนุ่มหื่นข่มขืนเด็ก หนีคดีนาน 20 ปี อีกแค่ 1 วันหมดอายุความ

รวบหนุ่มหื่นข่มขืนเด็ก ตำรวจกองปราบรวบหนุ่มหื่นข่มขืนเด็ก หนีคดีนานกว่า 20 ปี ย่ามใจกลับมาอยู่ที่บ้าน ถูกจับก่อนคดีหมดอายุความเพียง 1 วัน

รวบหนุ่มหื่นข่มขืนเด็ก ตำรวจกองปราบจับกุมตัว นายพาลาดร หรือ บี อายุ 43 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดนครศรีธรรมราชที่ 605/2547 ลงวันที่ 18 ส.ค.2547 คดีพรากเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาผู้ปกครองหรือผู้ดูแล

รวบหนุ่มหื่นข่มขืนเด็ก

หน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นหรือกระทำการด้วยประการใดๆ ให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย และข่มขืนกระทำชำเราหญิงอายุไม่เกิน 15 ปีซึ่งมิใช่ภรรยาของตนโดยเด็กหญิงนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม

โดยตำรวจกองปราบ ได้เบาะแสจากสายข่าว รายงานว่า นายพาลาดร พื้นเพเป็นคน อ.ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช หลังก่อเหตุ ได้หลบหนีออกจากภูมิลำเนาไปเพื่อกบดานต่างถิ่นอยู่นาน 20 ปี จนคิดว่าคดีใกล้ขาดอายุความแล้ว จึงเดินทางกลับมาภูมิลำเนาเดิม

ชุดจับกุมจึงลงพื้นที่ไปยังบ้านของนายพาลาดร พบนายพาลาดร ผู้ต้องหา ผูกเปลญวนนอนอยู่ หน้าบ้าน จึงแสดงตัวเข้าจับกุมได้ ก่อนที่คดีจะขาดอายุความในวันที่ 3 พ.ย.2561

จากการสอบปากคำ นายพาลาดร ให้การรับสารภาพเบื้องต้นว่า ได้กระทำความผิดตามข้อเท็จจริงดังกล่าว

ทั้งนี้ แม่ของเด็กหญิงผู้เสียหายเผย ตนและลูกต้องทนทุกข์ทรมานกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และต้องใช้เวลานานกว่าสภาพจิตใจของลูกจะกลับเป็นปกติ

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com

หนุ่มยอมให้ตำรวจจับ แค้นพ่อลูกพูดจาเหยียดหยาม คว้ามีดฟันปางตาย

หนุ่มยอมให้ตำรวจจับ หนุ่มช้ำใจแค้น พ่อลูกเจ้าของร้านขายของชำพูดจาดูถูกเหยียดหยามตลอด คว้ามีดพร้าบุกบ้านไล่ฟัน ลูกชายมือหวิดขาด พ่อแขนหักสองข้าง ก่อนหนีไปหาแม่ที่ต่างจังหวัด และยอมกลับมามอบตัว

หนุ่มยอมให้ตำรวจจับ (2 พ.ย.) เมื่อช่วงเย็นที่ผ่านมา ที่ห้องสืบสวน สภ.เมืองหนองคาย พ.ต.อ.เกษม มุทาพร ผกก.สภ.เมืองหนองคาย, ร.ต.อ.กฤษณะ ธรรมจิตร รองสารวัตรสอบสวน พร้อมเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน ได้ร่วมกันสอบสวนจับกุม นายอนุชา อายุ 25 ปี ชาว อ.นาดูน จ.มหาสารคาม พร้อมของกลางมีดพร้าขนาด 75 เซนติเมตร

หนุ่มยอมให้ตำรวจจับ

พ.ต.อ.เกษม มุทาพร ผกก.สภ.เมืองหนองคาย กล่าวว่า เมื่อช่วงค่ำของวันที่ 31 ตุลาคมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งว่ามีเหตุทำร้ายร่างกายที่ร้านขายของชำแห่งหนึ่ง บ้านยูงทอง ต.หาดคำ อ.เมืองหนองคาย มีผู้ได้รับบาดเจ็บ จึงนำกำลังเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบ

โดยพบว่ามีผู้บาดเจ็บ 2 คนเป็นพ่อลูกกัน คือ นายกล ผู้เป็นพ่อได้รับบาดเจ็บแขนหัก 2 ข้าง และ นายไพรัช ลูกชาย ได้รับบาดเจ็บมือขวาถูกฟันห้อยต่องแต่งเกือบขาด เจ้าหน้าที่ได้รีบนำส่งโรงพยาบาลหนองคาย ซึ่งผู้ก่อเหตุมี 2 คน คือ นายนราธิป อายุ 29 ปี ยืนรอเจ้าหน้าที่อยู่ ส่วน นายอนุชา ได้หลบหนีไป เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวนายนราธิปไว้ก่อน

จากนั้นได้พยายามติดตามจับกุมนายอนุชา ซึ่งทราบว่าหลบหนีไปอยู่กับญาติที่ จ.มหาสารคาม และได้โทรศัพท์เกลี้ยกล่อมให้นายอนุชากลับมารับผิด สุดท้ายนายอนุชาได้เดินทางมามอบตัวกับตำรวจเอง

จากการสอบสวน นายอนุชา ให้การว่า พวกตนเช่าบ้านอยู่ใกล้กับร้านขายของชำของสองพ่อลูกเจ้าของร้านขายของชำ มักจะพูดจาดูถูกเหยียดหยามพ่อของตน หาว่าเป็นคนจน ไม่มีเงิน ด่าหยาบคายเสียหายทุกวัน จนในวันเกิดเหตุตนได้ยินทั้งคู่พูดจาด่าทอพ่อของตนและครอบครัวตนอีก จึงโมโหเดินเข้าไปหยิบมีดพร้าในครัว แล้วเดินไปที่ร้านขายของชำฟันนายไพรัชก่อน

ปรากฏว่านายไพรัชได้ยกมือปิดป้อง จึงทำให้แขนเกือบขาด แล้วนายกลได้เข้ามาห้าม ตนก็ใช้มีดฟันไปอีกครั้ง ส่วนนายนราธิปพี่ชายของตนได้ใช้ไม้ลักษณะคมแฝกถือตามไปทำร้ายด้วย แต่ตนไม่รู้ว่าพี่ชายได้ทำร้ายทั้งคู่หรือไม่ เพราะตนโมโห ขาดสติ หลังก่อเหตุก็รีบหลบหนีไป การที่ตัดสินใจกลับมามอบตัวเพราะตนเป็นคนทำร้ายคู่พ่อลูกเอง ไม่อยากให้คนอื่นมารับผิดแทน

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งข้อหาทั้งนายนราธิปและนายอนุชา สองพี่น้อง ร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนได้รับอันตรายแก่กายสาหัส แล้วคุมตัวดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ขอบคุณแหล่งที่มา   https://www.sanook.com 

ล้อมจับผู้ต้องหาหนี หมายศาล 4 คดี ถือมีดสู้-สนับมือพร้อม

ล้อมจับผู้ต้องหาหนี เจ้าหน้าที่ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ทหารล้อมจับผู้ต้องหาหนีหมายศาล 4 คดีพร้อมยึดอาวุธปืนสงครามชนิดเอ็ม 16 และอาวุธปืนพกสั้น ขนาด 9 มม. ผู้ต้องหาขัดขืนการจับกุมใช้อาวุธมีดต่อสู้

ล้อมจับผู้ต้องหาหนี ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดพัทลุงว่า พ.ต.อ.ธรัฐชา ถมปัทม์ รักษาการผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดพัทลุง พ.ต.อ.ภัทรวิชญ์ คีตโมทนียกุล ผู้กำกับสืบสวน และกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนภูธรจังหวัดพัทลุง เจ้าหน้าที่ทหารชุดเฉพาะกิจมณฑลทหารบกที่ 42 กว่า 15 นาย วางแผนเข้าจับกุมผู้ต้องหนีหมายศาลจังหวัดพัทลุง 4 คดี

ล้อมจับผู้ต้องหาหนี

หลังจากสืบทราบว่านายนิยม อายุ 35 ปี ได้กลับมาพักอาศัยยังบ้านเกิดหลังหลบหนีคดีตามหมายศาลจังหวัดพัทลุง และมักจะใช้อาวุธปืนยิงข่มขู่ผู้อื่นในละแวกใกล้บ้านบ่อยครั้ง โดยเจ้าหน้าที่ได้เข้าปิดล้อมบ้านพัก ขณะที่นายนิยมกำลังถอดอาวุธปืนสงครามชนิด เอ็ม 16 และอาวุธปืนพกสั้นขนาด 9 มม.

เมื่อเจ้าหน้าที่บุกเข้าปิดล้อมบ้าน นายนิยมไม่ยอมให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้น โดยถืออาวุธมีดและโซ่ พร้อมสนับมือ เพื่อป้องกันตัว โดยเจ้าหน้าที่เจรจานานกว่าครึ่งชั่วโมง ก่อนรวบตัวใส่กุญแจมือเพื่อป้องกันการหลบหนี จากการตรวจค้นบริเวณภายในบ้านเจ้าหน้าที่พบของกลางจำนวนมาก ได้แก่

อาวุธปืนสงครามชนิดเอ็ม 16 อาวุธปืนพกสั้น ขนาด 9 มม. ที่ถอดล้างบรรจุไว้ในถังพลาสติก แมกกาซีนอาวุธปืนเอ็ม 16 พร้อมบรรจุเครื่องกระสุนรวม 87 นัด แมกกาซีนอาวุธปืนขนาด 9 มม. เครื่องกระสุน 7 นัด อุปกรณ์ยาเสพยาเสพติดอีกจำนวนหนึ่ง นอกจากนี้ยังพบชิ้นส่วนของการนำโทรศัพท์มาผลิตเป็นระเบิดอีกจำนวนหนึ่ง เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการตรวจยึดพร้อมนำตัว ส่งพนักงานสอบสวน สภ.เขาชัยสน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

จากการสอบสวนเบื้องต้นพบประวัติผู้ต้องหา เคยก่อเหตุคดีฆ่าผู้อื่นในพื้นที่เขตอำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง เมื่อต้นปีที่ผ่านมา เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจบุกเข้าจับกุมรอบก่อนได้ใช้ลูกระเบิดมือชนิดสังหารขว้างใส่เจ้าหน้าที่แล้วหลบหนีไปได้ ก่อนถูกจับกุมได้ในที่สุด แต่ก็ได้ประกันตัวออกมาแล้วหลบหนีการประกันตัวจนเจ้าหน้าที่จับกุมตัวได้ในวันนี้ และนอกจากคดีฆ่าผู้อื่นแล้วยังมีคดียาเสพติด 2 คดี คดีมีอาวุธปืนระเบิดชนิดสังหารอีก 1 คดี

ในเบื้องต้นผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่าอาวุธปืนทั้งหมดเป็นของตัวเองเพื่อไว้ป้องกันตัว และอาวุธปืนพกสั้นที่พบนั้นเป็นกระบอกเดียวกับที่ใช้ยิงผู้อื่นในเขตอำเภอเมือง นายนิยมยังยอมรับอีกว่าก่อนที่เจ้าหน้าที่จะเข้าจับกุมได้เสพยาบ้าไป 4 เม็ด แล้วเกิดอาการระแวงจึงหยิบอาวุธมีด และอาวุธชนิดอื่นไว้เพื่อป้องกันตัวเอง

ขอบคุณแหล่งที่มา   https://www.sanook.com